สกินแคร์ กลายเป็นคำที่ได้ยินบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่การดูแลผิวได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นคนที่เพิ่งเริ่มหันมาสนใจสุขภาพผิว หรือผู้ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเฉพาะด้าน สกินแคร์ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผิวแข็งแรง กระจ่างใส และดูอ่อนเยาว์ แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า สกินแคร์จริง ๆ แล้วคืออะไร และก่อนจะเริ่มดูแลผิวควรรู้อะไรบ้าง? การทำความเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ได้ตรงกับความต้องการ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการมีผิวสุขภาพดีอีกด้วย
สกินแคร์ คืออะไร?
สกินแคร์หมายถึงผลิตภัณฑ์และขั้นตอนต่าง ๆ ที่ใช้ในการดูแลผิวหน้าและผิวกาย เพื่อให้ผิวมีสุขภาพดี แข็งแรง และดูอ่อนเยาว์ ครอบคลุมตั้งแต่การทำความสะอาด การบำรุง การรักษาปัญหาผิว ไปจนถึงการปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอก โดยมีจุดประสงค์ คือ
- บำรุงผิว : เติมความชุ่มชื้น ฟื้นฟูเซลล์ผิว ทำให้ผิวเรียบเนียน
- รักษาผิว : ลดปัญหาผิว เช่น ฝ้า กระ สิว จุดด่างดำ
- ปกป้องผิว : ป้องกันรังสี UV มลภาวะ และปัจจัยที่ทำร้ายผิว
สกินแคร์ แตกต่างจากเครื่องสำอางอย่างไร ?
ทั้งสกินแคร์และเครื่องสำอาง มีความแตกต่างกันในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. จุดประสงค์ที่แตกต่างกัน
สกินแคร์ ถูกออกแบบมาเพื่อการดูแล ฟื้นฟู และบำรุงผิวในระยะยาว เน้นการแก้ไขปัญหาผิว ในขณะที่เครื่องสำอางมุ่งเน้นไปที่การเสริมความงามชั่วคราว เช่น การแต่งหน้าเพื่อปกปิดจุดบกพร่อง เพิ่มสีสัน และทำให้ผิวดูสวยงามในทันที แม้จะช่วยเสริมความมั่นใจ แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาผิวในระยะยาว
2. ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกัน
สกินแคร์ ให้ผลลัพธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไป จะให้ผลดี เมื่อใช้อย่างถูกต้องและต่อเนื่อง แต่เครื่องสำอางให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและชัดเจนทันที แต่จะหมดไปเมื่อทำความสะอาดหรือเลิกใช้
ประโยชน์ของการใช้ สกินแคร์
การใช้สกินแคร์อย่างสม่ำเสมอเป็นการดูแลผิวเพื่อสุขภาพที่ดีและยั่งยืน โดยมีประโยชน์หลายประการ ดังต่อไปนี้
- รักษาสมดุลผิว
การใช้สกินแคร์ที่เหมาะสมช่วยปรับสมดุลน้ำมันและความชุ่มชื้นในผิว ทำให้ผิวไม่แห้งหรือมันเกินไป - ลดปัญหาผิว
สกินแคร์ช่วยลดปัญหาผิวต่าง ๆ เช่น สิว ฝ้า กระ และจุดด่างดำ ทำให้ผิวเรียบเนียนและดูสม่ำเสมอ - ทำให้ผิวแข็งแรงและสุขภาพดี
การบำรุงด้วยสกินแคร์อย่างต่อเนื่อง ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิว ลดความอ่อนแอจากมลภาวะ และสร้างเกราะป้องกันผิว - ป้องกันการเสื่อมสภาพของผิว
สกินแคร์ประเภทป้องกันแสงแดดและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดผลกระทบจากรังสี UV และมลภาวะ ชะลอริ้วรอย และรักษาความสดใสของผิว
ประเภทของสกินแคร์ที่มือใหม่ควรรู้จัก
การรู้จักประเภทของสกินแคร์ และการใช้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผิวได้รับการบำรุงครบถ้วนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว (Cleanser)
Cleanser คือหนึ่งในสกินแคร์ที่ใช้ทำความสะอาดผิวหน้าในทุกวัน มีหน้าที่ขจัดสิ่งสกปรก เหงื่อ ความมันส่วนเกิน รวมถึงเครื่องสำอางหรือฝุ่นละอองที่สะสมอยู่บนผิว เพื่อป้องกันการอุดตันในรูขุมขนและลดโอกาสการเกิดสิว เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดของการดูแลผิวในทุก ๆ รูปแบบ มีทั้งชนิดที่เป็นเนื้อโฟมมีฟอง(Foam Cleanser) , เนื้อเจลใส (Gel Cleanser) , เนื้อครีมหรือเนื้อน้ำนม (Cream/Milk Cleanser) , น้ำมันหรือลักษณะบาล์ม (Oil/Balm Cleanser) และชนิดที่เป็นMicellar Water ช่วยให้ผิวสะอาดและเตรียมพร้อมสำหรับการบำรุงขั้นต่อไป และหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ได้รับความนิยมคือ purifying mousse โดย mesoestetic ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อผู้ที่มีผิวมันและมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย เนื้อมูสมีความอ่อนโยน ใช้แล้วไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ให้ความรู้สึกนุ่มสบายหลังล้างหน้า ช่วยขจัดสิ่งสกปรกและความมันส่วนเกินได้อย่างล้ำลึก โดยมีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่
- purifying, keratolytic, refining ซึ่งมี Chlorhexidine ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียต้นเหตุของสิว ผสาน Salicylic acid และ Lactic acid ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพและลดการอุดตันของรูขุมขน
- biobalancing อุดมด้วย post biotic จากการหมักบ่มจุลินทรีย์ lactobacillus ช่วยเสริมเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรง ปรับสมดุล pH balance และลดการระคายเคือง
- anti-pollution action ปกป้องผิวจากมลภาวะ ฝุ่น ควัน และอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงการอักเสบและการเสื่อมสภาพของผิว
โทนเนอร์ (Toner)
โทนเนอร์ (Toner) คือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ใช้เป็นขั้นตอนถัดมาหลังจากการล้างหน้า มีหน้าที่ช่วยปรับสมดุลผิว ลดความมันส่วนเกิน ช่วยทำความสะอาดสิ่งตกค้างที่อาจเหลือจากคลีนเซอร์ พร้อมทั้งเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป อย่าง hydratonic mist เป็นโทนเนอร์ปรับสภาพผิว โดย mesoestetic โดยช่วยปรับ pH balance ของผิวให้อยู่ในสภาวะสมดุล มีประสิทธิภาพช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ช่วยประชับรูขุมขน พร้อมปกป้องผิวจากมลภาวะภายนอก มีส่วนประกอบที่สำคัญ ได้แก่
- Moisturizing ,Regenerating , Smoothing ประกอบไปด้วยสารบำรุงวิตามินบี 5 ที่ช่วยฟื้นบำรุง และปลอบประโลมผิว ปกป้องผิวไม่ให้เกิดการระคายเคือง มีสารสกัดจากดอกกุหลาบ ที่ช่วยเติมความชุมชื้นให้แก่ผิว
- Biobalancing ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์บนผิว ด้วย Post Biotic ซึ่งเกิดจากการหมักบ่มจุลินทรีย์ Lactobacillus ที่ช่วยเสริมเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรง และปรับสมดุล pH balance ของผิว
- Anti-Pollution Action : ช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะ ฝุ่น ควันและอนุมูลอิสระ โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองให้แก่ผิว
เซรั่มบำรุงผิว (Serum)
เซรั่มบำรุงผิว (Serum) เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสกินแคร์ ที่มีความเข้มข้นสูงและมีเนื้อบางเบา ถูกออกแบบมาเพื่อส่งสารบำรุงสำคัญเข้าสู่ผิวได้ลึกและตรงจุดกว่าครีมบำรุงทั่วไป จุดเด่นของเซรั่มคือการแก้ปัญหาเฉพาะด้าน เช่น ลดริ้วรอย เติมความชุ่มชื้น ฟื้นฟูผิวหมองคล้ำ หรือช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส
ด้วยเนื้อสัมผัสที่ซึมง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ เซรั่มจึงกลายเป็นขั้นตอนสำคัญที่หลายคนขาดไม่ได้ เพื่อให้ผิวพร้อมรับการบำรุงเต็มที่ และเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนมากขึ้น
สำหรับท่านที่กำลังมองหาสกินแคร์ประเภทเซรั่ม เราขอแนะนำ ha densimatrix เซรั่มบำรุงผิวหน้า ที่มีส่วนผสมของของกรดไฮยาลูโรนิกเข้มข้น ถึง 4 ชนิด มีประสิทธิภาพช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ลดเลือนริ้วรอย นอกจากนั้นแล้วยังมีส่วนผสมของ
- Marshmallow root extract เป็นสารสกัดจากรากต้นมาร์ชเมลโลว์ ทำให้กรดไฮยาลูโรนิกอยู่ในผิวได้ยาวนานมากขึ้น
- Malachite extract เป็นสารสกัดจากหินมาลาไคต์ เป็นหนึ่งในสารแอนติออกซิแดนท์ ที่ช่วยให้คอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติอยู่ในผิวได้ยาวนานขึ้น ทำให้ริ้วรอยแลดูจางลง และทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น
มอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer)
มอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการดูแลผิวในกลุ่มสกินแคร์ ที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและกักเก็บน้ำให้ผิวไม่แห้งกร้าน พร้อมสร้างเกราะป้องกันผิวจากมลภาวะและปัจจัยภายนอกต่างๆ การใช้มอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำไม่เพียงแต่ทำให้ผิวดูนุ่มเด้ง สุขภาพดีขึ้น แต่ยังช่วยเสริมการทำงานของสกินแคร์ตัวอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย อย่างเช่น hydra – vital factor k โดย mesoestetic จึงเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเสริมเกราะปกป้องผิว ทำหน้าที่เสมือนเกราะโครงสร้างที่ช่วยลดการสูญเสียน้ำใต้ผิว ทำให้ผิวคงความนุ่มชุ่มชื้นและแข็งแรงยิ่งขึ้น มีส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้โดดเด่น คือ
- Ultra–moisturizing complex ที่รวมเอาทั้งกรดอะมิโน ยูเรีย อัลลันโทอิน และกรดแลคติคทำงานร่วมกันเพื่อรักษาความชุ่มชื้นและลดความแห้งกร้านของผิว ให้ความรู้สึกผิวอิ่มน้ำยาวนานกว่าการใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ทั่วไป
- Vitamin E เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสียหายจากมลภาวะและรังสี UV ช่วยปกป้องผิวจากการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสกินแคร์ตัวอื่นให้ดียิ่งขึ้น
ครีมกันแดด (Sunscreen)
ครีมกันแดด (Sunscreen) ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในขั้นตอนการใช้สกินแคร์ ที่หลายคนไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ที่เป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ และริ้วรอยแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังอีกด้วย จุดเด่นของครีมกันแดดคือสามารถใช้ได้ทุกวัน ไม่ว่าจะออกแดดจัดหรืออยู่ในร่ม เพราะรังสียูวีสามารถทำร้ายผิวได้แม้ในวันที่ฟ้าครึ้ม
การทาครีมกันแดดเป็นประจำ จึงเปรียบเหมือนเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวแข็งแรง ดูอ่อนเยาว์ และคงความกระจ่างใสได้ยาวนาน สำหรับท่านที่กำลังมองหาครีมกันแดดที่ช่วยปกป้องผิว เราขอแนะนำ melan 130 pigment control ที่ไม่เพียงช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV แต่ยังช่วยลดเลือนความหมองคล้ำ และป้องกันจุดด่างดำได้อย่างตรงจุด ซึ่งจุดเด่นของ melan 130 pigment control มีดังนี้
- เป็นผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF 50+ ปกป้องผิวจาก UVA และ UVB ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เนื้อกันแดดสีเบจ ช่วยปกปิดรอยด่างดำ และรอยหมองคล้ำได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- เป็นสกินแคร์เนื้อสัมผัสบางเบา เกลี่ยง่าย ไม่ทิ้งคราบขาว เหมาะสำหรับการใช้งานทุกวัน
ส่วนผสมสำคัญของ melan 130 pigment control ได้แก่
- mesoprotech complex
ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA, UVB, รังสีอินฟราเรด รวมถึงแสงสีฟ้าที่มากระทบผิว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของริ้วรอยก่อนวัยและความหมองคล้ำ - AZELOGLYCINE
ส่วนผสมที่ช่วยลดการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำจากแสงแดด พร้อมควบคุมความมันบนใบหน้า ให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
วิธีเลือก สกินแคร์ ให้เหมาะกับสภาพผิว
การเลือกสกินแคร์ ให้เหมาะกับสภาพผิวเป็นขั้นตอนสำคัญ ที่จะช่วยให้ผิวได้รับการบำรุงอย่างตรงจุดและเกิดผลลัพธ์ชัดเจน โดยมีวิธีการ ดังต่อไปนี้
รู้จักสภาพผิวของตัวเอง
- ผิวมัน : มีความมันบริเวณทีโซน (หน้าผาก จมูก คาง) เป็นประจำ ใช้สกินแคร์เนื้อบางเบา เช่น เจลหรือโลชั่น
- ผิวแห้ง : ผิวแห้ง ลอกง่าย ใช้มอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้นและสกินแคร์ที่ให้ความชุ่มชื้นสูง
- ผิวผสม : ผิวมันบริเวณทีโซนและแห้งบริเวณแก้ม ใช้สกินแคร์แบบบาลานซ์ความชุ่มชื้น
- ผิวแพ้ง่าย : ระคายเคืองง่าย ให้ใช้ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอมและสารระคายเคือง
ส่วนผสมที่ควรมองหาและควรหลีกเลี่ยง
- ควรมองหา: ไฮยาลูรอนิก แอซิด, เซราไมด์, วิตามินซี, สารสกัดจากธรรมชาติช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิว
- ควรหลีกเลี่ยง: แอลกอฮอล์แรง, น้ำหอม, พาราเบน หรือสารเคมีที่อาจทำให้ผิวระคายเคือง โดยเฉพาะสำหรับผิวแพ้ง่าย
ข้อควรรู้ก่อนเริ่มใช้ สกินแคร์
การเข้าใจข้อควรรู้ก่อนเริ่มใช้สกินแคร์ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการระคายเคืองและทำให้ผลลัพธ์ชัดเจนขึ้น สามารถทำได้โดย
- การทดสอบการแพ้ (Patch test)
- ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ควรทดสอบบริเวณเล็ก ๆ ของผิว เช่น หลังหูหรือแขนด้านใน
- สังเกตอาการระคายเคืองหรือแดงภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการแพ้หรืออาการไม่พึงประสงค์
- ไม่ควรใช้หลายผลิตภัณฑ์ที่ออกฤทธิ์แรงพร้อมกัน
- การใช้สกินแคร์หลายตัวที่มีสารออกฤทธิ์แรง เช่น กรดผลไม้ (AHA/BHA) หรือเรตินอลพร้อมกัน อาจทำให้ผิวระคายเคืองหรือแห้งเกินไป
- ควรเลือกใช้ทีละตัว และเว้นระยะให้ผิวปรับตัว
- ความสำคัญของความต่อเนื่อง (Consistency)
- การใช้สกินแคร์อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญกว่าการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์บ่อย
- ให้เวลาเพียงพอเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ออกฤทธิ์และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
สรุป
การดูแลผิวด้วยสกินแคร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเริ่มทำได้ เพียงเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง และทำอย่างต่อเนื่อง การให้ความสำคัญกับสกินแคร์ตั้งแต่วันนี้ จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพผิวให้แข็งแรง กระจ่างใส และลดปัญหาผิวในระยะยาว การเริ่มต้นดูแลผิวตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นการลงทุนเพื่อผิวสวยและสุขภาพดีในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย
Q : ควรเริ่มใช้สกินแคร์ตั้งแต่อายุเท่าไหร่ ?
A: จริง ๆ แล้วสามารถเริ่มใช้สกินแคร์ได้ตั้งแต่วัยรุ่น โดยเริ่มจากการใช้ผลิตภัณฑ์พื้นฐาน เช่น คลีนเซอร์ มอยส์เจอไรเซอร์ และครีมกันแดด เมื่ออายุมากขึ้นจึงค่อยเพิ่มสกินแคร์ที่เน้นแก้ปัญหาเฉพาะ เช่น ลดริ้วรอยหรือจุดด่างดำ
Q : ใช้สกินแคร์หลายตัวพร้อมกันได้หรือไม่?
A: สามารถใช้ได้ แต่ควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิว และจัดลำดับการทาให้ถูกต้อง เช่น เริ่มจากเนื้อบางเบาไปจนถึงเนื้อเข้มข้น และควรศึกษาว่าส่วนผสมใดไม่ควรใช้ร่วมกัน เช่น เรตินอลกับวิตามินซีบางชนิด เพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคือง
Q : ใช้สกินแคร์แล้วทำไมยังไม่เห็นผล ?
A: การเห็นผลจากการใช้สกินแคร์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ประเภทผิว ความรุนแรงของปัญหา และความต่อเนื่องในการใช้ โดยปกติควรใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 4–8 สัปดาห์ จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
Q : ใช้สกินแคร์ของผู้ชายกับผู้หญิงต่างกันไหม ?
A: จริง ๆ แล้วสกินแคร์ส่วนใหญ่ใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ความแตกต่างมักอยู่ที่การออกแบบเนื้อสัมผัส กลิ่น หรือการตลาด แต่สิ่งสำคัญคือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สภาพผิวของตัวเอง
Q : จำเป็นต้องปรับสกินแคร์ตามฤดูกาลหรือไม่ ?
A: ควรปรับตามสภาพอากาศ เช่น ช่วงหน้าหนาวผิวมักแห้ง ควรใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เข้มข้นขึ้น ส่วนช่วงหน้าร้อนอาจเลือกสกินแคร์ที่เนื้อบางเบา ซึมง่าย และเพิ่มการป้องกันแสงแดด