ดูแผลผิวหน้าอย่างไรไม่ให้หน้าเป็นหลุมพระจันทร์

แค่เป็นสิวธรรมดา ก็ขโมยเอาความมั่นใจไปจนจะหมดอยู่แล้ว แต่เมื่อสิวหาย ในบางรายทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้ดูเล่นต่างหน้า สร้างความเจ็บปวดใจอีกไม่น้อย แต่อีกจำนวนไม่น้อยก็หนักอกหนักใจกันขึ้นไปอีกระดับ เพราะหน้าเป็นหลุมเป็นบ่อลึกลงไปจนถึงเนื้อใน ยากต่อการรักษา กว่าหน้าจะกลับมาเรียบเนียนได้เหมือนเดิมเรียกว่ายากพอตัว ต้องสรรหาวิธีที่จะมาช่วยเยียวยากันอีกหลายยก วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับหลุมสิว สาเหตุและที่มา รวมถึงการรักษา ก่อนที่จะปล่อยให้หน้ากลายเป็นหลุมสิวหลุมพระจันทร์ มีวิธีการป้องกันหรือดูแลอย่างไรบ้างเพื่อป้องกันการเป็นหลุมสิวในอนาคต

หลุมสิวคืออะไร

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับหลุมสิวกันก่อน หลุมสิวมีชื่อเรียกว่า Atrophic Scars เป็นลักษณะของรอยแผลเป็นที่เกิดมาจากการอักเสบของผิวหนังจากการเป็นสิวจำพวกสิวหัวหนอง สิวหัวช้างที่มีขนาดใหญ่ จนทำให้แผลไม่สามารถสมานกันหรือผิวหนังไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างเต็มที่ และมีพังผืดที่ดึงรั้งให้ผิวหนังยุบตัวลงไป หรือเป็นไปได้ว่ามีการรักษาสิวที่ไม่ถูกวิธีจนทำให้เกิดรอยบุ๋มลึกลงไปที่พื้นผิว ไม่สม่ำเสมอกับผิวที่อยู่รอบข้าง

สาเหตุของการเกิดหลุมสิว

โดยปกติทั่วไป หลังจากสิวหายประมาณ 7-10 วัน ร่างกายของคนเราจะมีกระบวนการซ่อมแซมหรือสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทนผิวหนังตามธรรมชาติ โดยมีการสมานตัวของผิวได้ดี ผิวเรียบเนียนโดยที่ไม่ทิ้งร่องรอยที่เป็นแผลเป็นเอาไว้ โดยจะมีการสร้างเซลล์ผิวหนังและคอลลาเจนล้อมรอบบริเวณที่มีการอักเสบแบบค่อยเป็นค่อยไป ถ้ากระบวนการนี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ก็จะไม่มีรอยแผลเป็นมาสร้างความลำบากใจ แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากว่ากระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นแบบไม่สมบูรณ์ เช่นมีการบีบสิว แกะ เกาสิว หรือรักษาสิวด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เช่นการกดสิวแรงๆ จนทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองและอักเสบอย่างรุนแรง นอกจากจะทำให้ผิวมีรอยแผลเป็นแล้ว ยังทำให้กระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติช้าลงกว่าปกติ คอลลาเจนที่ถูกสร้างไม่เพียงพอกับคอลลาเจนที่สูญเสียไป เซลล์เนื้อเยื่อก็มีการหดรัดตัว ทำให้เกิดแผลเป็นชนิดที่มีเนื้อเยื่อลดลง (atrophic scar) เห็นเป็นหลุมลึกลงไป ยากต่อการรักษา ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการเป็นสิว สามารถทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้ถึง95% และหลุมสิวที่เกิดจากการอักเสบของสิวที่รุนแรงในชั้นผิวหนังแท้มีประมาณ 22%

สิวแบบไหนที่สามารถกลายมาเป็นหลุมสิวได้

ลักษณะของสิวที่สามารถก่อให้เกิดเป็นหลุมสิวได้ มีดังต่อไปนี้

  • สิวหัวช้างเม็ดใหญ่ (Cyst) สิวหัวช้างเม็ดใหญ่ มีลักษณะเป็นตุ่มบวม มีขนาดใหญ่ เมื่อกดดูจะพบว่ามีเม็ดไตแข็งๆอยู่ข้างใน อาจมีหัวหรือไม่มีหัวก็ได้ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของต่อมไขมันใต้ชั้นผิวนั่นเอง ค่อนข้างหายยาก ดังนั้นจึงไม่ควรบีบหรือแกะสิวในช่วงเวลานี้ เพราะอาจทำให้ผิวติดเชื้อเกิดการระคายเคืองและอักเสบได้โดยง่าย จนสามารถกลายเป็นหลุมสิวได้ในที่สุดหากรักษาไม่ถูกวิธี

  • สิวอักเสบ(Pustule) สิวอักเสบ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนแดงขนาดเล็ก มักเกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรียไปกระตุ้นให้สิวอุดตันหัวขาวเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงใต้ผิวหนัง ซึ่งสิวอักเสบนี้มักจะเข้าไปทำลายเซลล์ผิวที่อยู่ใต้ผิวหนังรวมถึงทำลายคอลลาเจนใต้ผิว การรักษาสิวอักเสบที่ไม่ถูกวิธี สามารถนำไปสู่รอยแผลเป็นและเกิดหลุมสิวขึ้นได้

  • สิวที่ติดเชื้อแบคทีเรียจนลุกลามไปทั่วชั้นใต้ผิว (Nodule)

Nodule เป็นหนึ่งในประเภทของสิวอักเสบ มีลักษณะเป็นตุ่มใหญ่ เป็นก้อนสีแดงที่มีขนาดใหญ่ขึ้นๆ และมีหลายหัวสิวอยู่ติดๆกัน หากมีการทำให้ผิวระคายเคืองโดยการบีบ แกะ เกา หรือรักษาผิดวิธีก็จะนำมาซึ่งหลุมสิวที่ยากต่อการรักษาได้เช่นกัน

หลุมสิวมีลักษณะอย่างไร

โดยทั่วไป หลุมสิวจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • เป็นหลุมเล็กๆที่ปรากฏบนชั้นผิว

  • ทำให้ผิวหนังมีความขรุขระ ไม่เรียบเนียน เป็นรอยบุ๋มลงไปในชั้นผิว มองเห็นเป็นหลุมลึกได้อย่างชัดเจน

  • หลุมสิวสามารถกระจายได้ทั่วใบหน้าหรือเป็นเฉพาะบางจุดก็ได้

หลุมสิวมีกี่ประเภท

แต่ละคนสามารถมีหลุมสิวหลายลักษณะบนใบหน้าได้ และถ้าหากแบ่งตามลักษณะของแผลที่เกิดขึ้น สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

  • หลุมสิวประเภท Ice Pick Scar นับเป็นประเภทของหลุมสิวที่รุนแรงและรักษายากที่สุด โดยลักษณะของหลุมสิวประเภท Ice Pick Scar คือจะเป็นหลุมลึก เป็นคลื่น ปากแผลแคบ ส่วนใหญ่มีขนาดไม่เกิน 2 มิลลิเมตร ขอบแผลไม่เรียบ ก้นของแผลมีลักษณะคล้ายกับกรวยที่มีก้นแคบลง คล้ายกับเครื่องมือเจาะน้ำแข็ง ด้วยลักษณะเช่นนี้จึงตั้งชื่อหลุมสิวปะเภทนี้ว่า ice pick นั่นเอง รักษายากเพราะกว่าจะทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้นมา เพราะสิวได้กินเนื้อไปจนถึงชั้นรูขุมขน ทั้งยังได้ทำลายลึกลงไปจนถึงชั้นผิวหนังแท้ ส่งผลให้คอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวหายไปด้วย ส่วนมากมักเกิดที่บริเวณหน้าผากและช่วงบนของแก้ม สาเหตุของการเกิดหลุมสิวประเภท Ice Pick Scar คือ การรักษาสิวไม่ถูกวิธี มักมีการกดหรือบีบสิวอุดตันหรือสิวอักเสบนั่นเอง

  • หลุมสิวประเภท Box Scar หลุมสิวประเภท Box Scar จะมีลักษณะเป็นบ่อ หรือเป็นเหมือนกล่อง ที่มีความกว้างของปากหลุมและก้นหลุมเท่ากัน สามารถมองเห็นขอบของหลุมสิวได้อย่างชัดเจน รอยแผลเป็นวงกลมหรือวงรี มีความกว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตร มีความลึก3-5 มิลลิเมตร มีขนาดใหญ่กว่าหลุมสิวประเภท Ice pick scar เป็นหลุมสิวที่มีทั้งแบบลึกและแบบตื้น จัดว่าเป็นหลุมสิวที่มีระดับความรุนแรงแบบปานกลาง ที่มักจะพบพังผืด(fibrosis) เกาะติดในชั้นหนังแท้ ส่วนสาเหตุของการเกิดหลุมสิวประเภทนี้มาจากสิวมีการอักเสบที่ค่อนข้างลึก รวมถึงคนที่เป็นอีสุกอีใสด้วย

  • หลุมสิวประเภท Rolling Scar หลุมสิวประเภท Rolling Scar เรียกได้ว่าเป็นหลุมสิวในระดับทั่วไป มีระดับความรุนแรงน้อยที่สุด มีลักษณะเป็นหลุมตื้นๆในช่วงผิวส่วนบนเพียงเล็กน้อย เป็นรอยแผลกว้างลาดลึกลงชั้นใต้ผิว มีความโค้งคล้ายก้นกระทะ มีขนาดกว้างประมาณ 4-5 มิลลิเมตร รักษาได้ง่ายกว่าหลุมสิวประเภทอื่นๆ

หลุมสิวรักษาได้อย่างไรบ้าง

เนื่องจากหลุมสิวมีหลายระดับความรุนแรง ดังนั้นการรักษาในแต่ละกรณีก็ย่อมมีความแตกต่างกัน หรือในบางกรณีอาจจะใช้หลายวิธีในการรักษาร่วมกันเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปมีวิธีการรักษาที่หลากหลายดังต่อไปนี้

  • รักษาหลุมสิวด้วยเลเซอร์(Laser) การใช้เลเซอร์หลุมสิว (Laser) นับเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเห็นผลได้เร็ว โดยเลเซอร์ที่ถูก

นำมาใช้มีทั้งแบบชนิดลอกผิวและที่ไม่ลอกผิว แต่จะใช้ประเภทไหนนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพหลุมสิวของแต่ละกรณี ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วิเคราะห์และรักษาตามอาการ โดยชนิดของเลเซอร์ที่นิยมใช้ในการรักษาหลุมสิว มีดังต่อไปนี้ Fractional Co2 Laser, Fraxel, Fine Scan, Fractional, Pico Laser, e-matrix เป็นต้น ซึ่งประโยชน์ของการใช้เลเซอร์รักษาหลุมสิวคือ ความร้อนจากแสงเลเซอร์จะเข้าไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและซ่อมแซมในส่วนที่ผิวสึกหรอ โดยจะสร้างเซลล์ผิวใหม่และผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกไป ทำให้ผิวชั้นบนมีความเรียบเนียนและหลุมสิวดูตื้นขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแต่ละกรณีด้วย แต่อาจจะไม่ได้หายขาดแบบ 100% แต่อาจเติมเต็มหลุมสิวได้สูงที่สุดประมาณ 70-80% และโดยทั่วไปเพื่อการรักษาที่ได้ผลลัพธ์ที่ดี จะต้องทำเลเซอร์ประมาณ 4-6 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างในการทำแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อจะได้มีเวลาให้ผิวสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินที่เกี่ยวกับความยืดหยุ่นของผิวขึ้นมาใหม่แทนส่วนที่สูญเสียไป แต่หลังจากทำ อาจจะมีผลข้างเคียงที่ตามมา ผิวอาจจะมีอาการแดง มีการตกสะเก็ดของผิว ผิวแห้งลอกในช่วงแรก หลังจากนั้นจะค่อยๆดีขึ้น ซึ่งในช่วงของการพักหน้านี้ อาจจะต้องเลี่ยงการออกแดดและจำเป็นที่จะต้องทาครีมกันแดดทุกครั้ง ถึงแม้ว่าการทำเลเซอร์รักษาหลุมสิวจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเห็นผลเร็ว แต่ก็มีราคาที่ค่อนข้างสูงด้วยเช่นกัน

  • รักษาหลุมสิวด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency – RF)

การรักษาหลุมสิวด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency – RF) เป็นลักษณะของการปล่อยพลังงานที่ทำให้เกิดความร้อนไปยังชั้นผิว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนที่อยู่ใต้ชั้นผิว และสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้เกิดขึ้น ส่วนวิธีการก็คล้ายกับการทำเลเซอร์ เป็นการรักษาหลุมสิวที่มีผลข้างเคียงที่ค่อนข้างน้อย เช่น มีรอยแดง หน้าบวม เป็นต้น

  • รักษาหลุมสิวด้วยการกรอผิวโดยใช้เกล็ดอัญมณี(Dermabrasion) การรักษาสิวด้วยวิธีนี้จะใช้เกล็ดอัญมณีที่มีขนาดเล็ก มากรอผิวในส่วนที่เป็นหลุมสิว เพื่อช่วยในการผลัดเซลล์ผิว โดยวิธีดังกล่าว สามารถช่วยรักษาหลุมสิวที่มีความกว้างแต่ค่อนข้างตื้นได้ดี อย่างเช่นสิวประเภท Rolling scars หรือ Box scars ซึ่งจะต้องอาศัยความชำนาญที่สูงของแพทย์ที่จะช่วยกรอผิวหนังในส่วนที่เป็นแผลออก เพื่อก่อให้เกิดการซ่อมแซมเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมา นอกจากจะช่วยให้หลุมสิวดูตื้นขึ้นมาแล้ว การกรอผิวด้วยอัญมณียังช่วยลดรอยสิว รอยแผลเป็นจากสิว จุดด่างดำจากสิว แถมยังทำให้ผิวดูเรียบเนียนได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย แต่อาจจะต้องทำต่อเนื่องกัน 8-10 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแต่ละเคส แต่มีข้อควรระวังคือ การกรอผิวในลักษณะนี้ สามารถทำให้ผิวบางลงได้ ทำให้ผิวไวต่อแสงแดดและความร้อนได้มากขึ้น จนทำให้เกิดการระคายเคือง รวมถึงการเกิดรอยดำ รอยด่างขาว แผลเป็นที่มีลักษณะนูน คีลอยด์ หรือสิวหิน เป็นต้น ดังนั้นต้องเลือกรักษากับแพทย์ที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ในการรักษาหลุมสิวโดยใช้เกล็ดอัญมณีอย่างแท้จริง

  • รักษาหลุมสิวโดยการใช้กรดลอกผิว(Chemical Peeling) การใช้กรดลอกผิว(Chemical Peeling) เพื่อรักษาหลุมสิว เป็นการทำให้เซลล์ผิวหลุดลอกออกมา โดยใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรด ที่มีความเข้มข้นในระดับที่แตกต่างกัน มาช่วยให้บริเวณรอบหลุมสิวแลดูตื้นขึ้น ทำให้ผิวเรียบเนียน ดูสม่ำเสมอกันมากขึ้น โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ตามชั้นผิวหนังของคนเรา ดังนี้

o ระดับชั้นหนังกำพร้า (Superficial chemical peeling) โดยมากจะใช้สารประเภท Glycolic acid,lactic acid ,Salicylic acid, Trichloroacetic acid (TCA) ในระดับ % ที่ต่างกัน เพื่อช่วยทำให้รอยแผลเป็นหรือหลุมสิวประเภท Icepick scars แบบตื้น ๆ และ Rolling scars ดูตื้นขึ้น ทั้งยังช่วยลดรอยแดง รอยดำจากสิว ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น รูขุมขนกระชับมากขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นให้

เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้เกิดขึ้นรอบหลุมสิวแทนที่เซลล์ผิวที่สูญเสียไป ทั้งยังสามารถช่วยแก้ไขเซลล์ผิวชั้นนอกที่มีปัญหา ให้กลับสู่สภาพปกติได้ด้วย

o ระดับชั้นหนังแท้ชั้นตื้น (Intermediate chemical peeling) การใช้สารเคมีในชั้นผิวระดับนี้ จะเป็นพวกกรด TCA หรือ Trichloroacetic acid ที่สามารถช่วยทำให้หลุมสิวประเภท Icepick Scars และ Box Scars ดูตื้นขึ้นได้

o ระดับชั้นหนังแท้ชั้นลึก (Deep chemical peeling) การรักษาหลุมสิวที่ผิวหนังในระดับที่ลึกมากขึ้น จะใช้สาร Phenol ที่สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นลึก เพื่อทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น วิธีการคือจะต้องใช้เข็มขนาดเล็กแต้มตัวยาไปที่ใต้หลุมสิว ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องทำกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น มีข้อควรระวังในการใช้กรดในผิวชั้นนี้คืออาจเสี่ยงต่อการเกิดรอยดำและรอยแผลเป็นได้มากกว่าการใช้สารเคมีลอกผิวในระดับชั้นผิวอื่นๆ

  • รักษาหลุมสิวโดยการใช้ยา การรักษาหลุมสิวโดยการใช้ยา ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทยากลุ่มวิตามินเอ หรืออนุพันธุ์วิตามินเอ เช่น Retin A (เรตินเอ), Retinoid (เรตินอยด์), Retinol (เรตินอล) เพื่อช่วยปรับโครงสร้างของผิวชั้นบน(ผิวหนังชั้นเคราติน) ให้มีความเรียบเนียนขึ้น โดยมีคุณสมบัติที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว สร้างเซลล์ผิวใหม่ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อีกทั้งยังช่วยลดการอุดตันของเคราตินในรูขุมขน รวมถึงลดการอักเสบของสิว ทำให้หลุมสิวประเภท Rolling scar ดูตื้นขึ้นนั่นเอง แต่ในการรักษาหลุมสิวโดยการใช้ยา มีข้อควรระวังคืออาจทำให้เกิดผลข้างเคียงขึ้นได้ อย่างเช่น ผิวแห้ง ปากแห้ง หน้าแดง ผิวลอก เกิดการระคายเคืองได้ง่าย และผิวจะไวต่อแสงแดดและความร้อนได้มากขึ้น ดังนั้นในการใช้ยาที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าว จำเป็นต้องอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์หรือเภสัชกร และสำหรับท่านที่กำลังตั้งครรภ์หรือสงสัยว่ากำจะตั้งครรภ์ ไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้ เพราะอาจส่งผลร้ายแรงต่อเด็กในครรภ์ได้

  • รักษาหลุมสิวโดยการตัดพังผืด (Subcision) สำหรับผู้ที่เป็นหลุมสิวมานานและกระจายอยู่ทั่วใบหน้า โดยเฉพาะหลุมสิวแบบ rolling scar และ box car ที่มีขอบชัดและมีขนาดลึก มีอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาคือจะใช้เข็มพิเศษขนาดเล็กตัดเลาะพังผืดใต้ผิวหนังออก โดยเฉพาะหลุมสิวที่บริเวณแก้ม ซึ่งจะต้องทำติดต่อกัน 3-5 ครั้ง โดยให้เว้นระยะในการทำแต่ละครั้ง 3 – 6 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวในส่วนที่เป็นหลุมสิวนั้น สามารถสร้างคอลลาเจนขึ้นมาทดแทนผิวที่ถูกตัดพังผืดออกไปได้ ซึ่งสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีในระดับหนึ่ง ทำให้รอยหลุมสิวดูตื้นขึ้น และสามารถทำร่วมกับการฉีดฟิลเลอร์รักษาหลุมสิวได้ด้วย แต่อาจมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้น เช่นมีอาการบวม เขียว ช้ำ และอาจเกิดการติดเชื้อได้โดยง่ายหากไม่ได้รับการดูแลแผลให้ดีพอหลังทำหัตถการ

  • รักษาหลุมสิวโดยการผ่าตัด (Punch Excision) การผ่าตัดเพื่อการรักษาหลุมสิว เหมาะกับการรักษาสิวประเภท Ice pix scarและ Boxcar scar ที่มีขนาดของขอบหลุมสิวไม่กว้างเกิน 3 มิลลิเมตร เพราะถ้าแผลกว้างกว่านี้ อาจจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นขึ้นมาได้ โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็กประมาณ 2 – 3 มิลลิเมตร ตัดในบริเวณที่เป็นหลุมสิว แล้วหลังจากนั้นแพทย์จะดึงขอบของผิวปกติทั้งสองข้างมาเย็บติดกัน ซึ่งการผ่าตัดหลุมสิว เป็นลักษณะของการสร้างแผลใหม่ ซึ่งเลียนแบบกลไกทางธรรมชาติของร่างกายที่เมื่อผิวมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นหรือเป็นแผลใหม่ ก็จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนใต้ผิวขึ้นมา ทำให้เห็นผลชัดเจนหลังการรักษา แต่ก็มีข้อจำกัดคือ หลังการผ่าตัดจะต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์ที่ต้องดูแลตัวเอง

อย่างเคร่งครัด และจะต้องกลับมาตัดไหมหลังจากนั้น 1 สัปดาห์ หลังตัดไหม ที่ผิวจะมีรอยเป็นเส้นตรง กว่าที่รอยจะดีขึ้น จะต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งหลังจากผ่าตัดจะต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อนประมาณ 2 สัปดาห์ และไม่ควรให้แผลผ่าตัดโดนน้ำอย่างน้อย 3 วัน และนอกจากนั้นในวันที่ตัดไหม ไม่แนะนำให้แต่งหน้าโดยเฉพาะในบริเวณผิวหนังที่เพิ่งตัดไหมออก เพราะอาจจะทำให้ผิวเกิดการกดทับและทำให้เกิดสิวอุดตันขึ้นมาได้

  • รักษาหลุมสิวโดยการฉีดสารเติมเต็มหรือฉีดฟิลเลอร์ (Fillers injection)

ฟิลเลอร์ ไม่เพียงถูกนำมาใช้เป็นสารเติมเต็มเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องบนใบหน้า หรือช่วยลดเลือนริ้วรอยแห่งวัยเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้ในการรักษาหลุมสิวอีกด้วย และยังสามารถนำมาใช้ร่วมกับการรักษาหลุมสิวในวิธีการอื่นๆได้ด้วย โดยแพทย์จะใช้ฟิลเลอร์ที่เป็นสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) ที่ได้รับการรับรอง อย่าง mesofiller ฉีดเข้าไปยังบริเวณที่เป็นหลุมสิว เพื่อทำให้ร่องลึกของสิวดูตื้นขึ้น ด้วยนวัตกรรม densimatrix technology ที่มาพร้อมกับโครงสร้างแบบ cross-linked hyaluronic acid 100% (non-free ha)ที่สามารถช่วยแก้ไขจุดบกพร่องได้แทบทุกจุดบนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังปลอดภัย ด้วยมาตรฐานการผลิตที่ทันสมัยระดับโลก โดยให้ประสิทธิภาพสูงสุด เป็นฟิลเลอร์ที่มีความบริสุทธิ์สูงในขั้นตอนเดียว มีอัตราการบวมต่ำ มีความปลอดภัยสูงสุด ด้วยค่า BDDE ที่ต่ำที่สุด เนื้อเจลมีความสม่ำเสมอ ลดการจับตัวเป็นก้อน คงรูปทั้งในระหว่างการฉีดและหลังฉีด ให้ผลลัพธ์ที่ยาวนาน พร้อมกระตุ้นกลไกและการซ่อมแซมเนื้อเยื่ออย่างในกรณีการรักษาหลุมสิว การใช้ฟิลเลอร์รักษาหลุมสิวสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังจากฉีดได้ทันที 70 % โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ไม่ต้องพักฟื้น ทำให้ผิวเต็ม อิ่มฟู ดูกระชับเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แนะนำว่าให้ทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เป็นวิธีที่สามารถทำร่วมกับการรักษาหลุมสิวที่เป็นพังผืดได้ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีและเห็นผลได้เร็วขึ้น

  • รักษาหลุมสิวโดยการฉีดเมโส รักษาหลุมสิวโดยการฉีดเมโส หรือที่เรียกกันว่าการฉีดมาเด้คอลลาเจนหลุมสิวนั่นเอง โดยเป็นการใช้เข็มฉีดตัวยาที่มีส่วนผสมของสารสกัดและพวกวิตามินต่าง ๆ ที่ช่วยบำรุงผิว เช่น คอลลาเจน โคเอนไซม์ Vitamin A, B, C, E Transamin, Glutatione เข้าไปในผิว เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เซลล์ผิวและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ ซ่อมแซมเซลล์ผิวบริเวณหลุมสิวให้ดูตื้นขึ้น ทั้งยังช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มน้ำ มีความชุ่มชื้น ผิวฟู เรียบเนียน ดูสุขภาพดี เหมาะกับกรณีของหลุมสิวที่ไม่ได้มีความรุนแรงมาก แต่ควรควรทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงอาการแพ้ต่างๆและรอยแผลที่อาจเกิดขึ้น

  • รักษาหลุมสิวโดยวิธีการธรรมชาติ การรักษาหลุมสิวโดยวิธีธรรมชาติ เป็นการเลือกใช้วัตถุดิบ พืชผักสวนครัวตามธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมาใช้โดยปราศจากสารเคมี สามารถทำเองได้ง่ายๆที่บ้าน โอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายค่อนข้างต่ำ เหมาะกับท่านที่มีงบประมาณจำกัด มีปัญหาเรื่องหลุมสิวในระดับที่ไม่รุนแรง อาจจะเห็นผลช้าแต่มีความปลอดภัยสูง โดยมีสูตรต่างๆให้เลือกทำดังนี้

o สูตรว่านหางจระเข้ เนื่องจากในว่านหางจระเข้ อุดมไปด้วยสรรพคุณมากมายที่ดีต่อสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็นการช่วยสมานผิว ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น อิ่มน้ำ ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าได้อย่างอ่อนโยน และสามารถลดการอักเสบของสิวได้เป็นอย่างดี โดยสูตรที่นิยมใช้ในการรักษาหลุมสิว คือ ให้นำว่านหางจระเข้มาทำความสะอาดด้วยการแช่น้ำ

สะอาดทิ้งไว้ แล้วให้ลอกเมือกออก จากนั้นให้ปอกเปลือก และล้างน้ำสะอาดอีกครั้งจนแน่นใจว่าไม่มีเมือกแล้ว จึงนำส่วนที่เป็นวุ้นใสของว่านหางจระเข้มาพอกเอาไว้ที่ใบหน้า 30 นาที จากนั้นให้ล้างหน้าจนสะอาด

o สูตรน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

ในน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมีคุณสมบัติที่ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและสารอนุมูลอิสระ ทำให้รอยแผลที่หลุมสิวอ่อนนุ่มลงได้ วิธีการก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่ทาน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นให้ทั่วใบหน้าก่อนนอน ทิ้งเอาไว้ค้างคืนโดยไม่ต้องล้างออก พอเช้ามาให้ล้างหน้าปกติได้เลย

o สูตรมะละกอ ในมะละกอมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดออกได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นยังช่วยลดการอักเสบของผิว พร้อมทั้งช่วยสมานรอยสิวตื้นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย โดยให้นำเนื้อมะละกอสุกมาบดให้ละเอียด จากนั้นก็นำไปพอกที่ผิวหน้า 15 นาที แล้วล้างออก

o สูตรน้ำมะนาวและมะเขือเทศ ในน้ำมะนาว และมะเขือเทศมีกรดผลไม้อย่าง AHAธรรมชาติอยู่ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกอย่างอ่อนโยน ทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้นได้ โดยให้บดมะเขือเทศผสมกับน้ำมะนาว จากนั้นให้นำมาพอกทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วให้ล้างออก

o สูตรหอมแดงและน้ำมะนาว ในหอมแดงมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ส่วนในน้ำมะนาวมีกรดผลไม้อย่าง AHA ธรรมชาติ ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวได้อย่างดีเยี่ยม วิธีการคือ ให้นำหอมแดงมาทุบจนมีน้ำมันระเหยออกมา จากนั้นให้นำมาผสมกับน้ำมะนาวกับน้ำมันหอมระเหย แล้วนำมาแต้มในบริเวณที่เป็นหลุมสิว ทิ้งเอาไว้ประมาร10 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้ให้ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง จะเห็นผลชัดเจนมากขึ้น

o สูตรใบบัวบก ในใบบัวบกมีสรรพคุณที่ช่วยรักษาสิว ช่วยลดการอักเสบของสิว มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการฟื้นฟูเซลล์ผิว พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินที่ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นกระชับ ช่วยให้หลุมสิวดูตื้นขึ้นได้ วิธีการคือ ให้นำใบบัวบกประมาณ 1 กำมือมาบดแล้วนำไปพอกหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก สามารถพอกได้ทั้งกากหรือจะนำกากไปผสมน้ำแล้วนำมาพอกก็ได้ทั้งนั้น ซึ่งจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น

วิธีการรักษาหลุมสิวประเภทต่างๆ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ว่าหลุมสิวแต่ละประเภทมีลักษณะและความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป และส่งผลต่อการรักษาที่ต่างกันด้วย ดังต่อไปนี้

  • การรักษาหลุมสิวประเภท Rolling Scar Rolling Scar เป็นประเภทของหลุมสิว ที่มีระดับความรุนแรงน้อยที่สุด สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้

o ใช้ยาที่มีส่วนผสมของ Retinoids ในการรักษา เพื่อกระตุ้นการสร้างใหม่ของเซลล์ผิว และช่วยเติมเนื้อของหลุมสิวให้ดูตื้นขึ้น รวมถึงการทำ AHA เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิว เสริมประสิทธิภาพในการรักษา

o ทำเลเซอร์รักษาหลุมสิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเร่งการฟื้นฟูผิวให้กลับมาเรียบเนียนมากขึ้น

o ฉีดฟิลเลอร์หลุมสิว โดยสารเติมเต็มจะช่วยให้หลุมสิวมีการยกตัวขึ้น ทำให้ดูตื้นขึ้นและมีความใกล้เคียงกับผิวของคนเรามากที่สุด

o การกรอผิว โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นหลุมสิวออก และกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน ไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถช่วยลดรอยสิวต่างๆได้ด้วย

  • การรักษาหลุมสิวประเภท Boxcar Scar เนื่องจากหลุมสิวประเภทนี้ มีความลึก กว้าง และมีขนาดที่แตกต่างกัน สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้

o ทำเลเซอร์หลุมสิว แบบ Fractional Laser เพื่อกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน และเร่งการฟื้นฟูของเซลล์ผิว ให้ผิวกลับมาเรียบเนียนได้อีกครั้ง

o การฉีดฟิลเลอร์ คือการเติมสาร Hyaluronic Acid เข้าไปยังหลุมสิว ทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น ทั้งยังช่วยผิวอิ่มฟูขึ้นด้วย

o การผ่าตัดพังผืดใต้ผิวหนัง โดยการทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น สามารถทำควบคู่กับการทำเลเซอร์ได้

  • การรักษาหลุมสิวประเภท Ice pick scar Ice pick scar ถือเป็นประเภทของหลุมสิวที่รักษายากที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในทุกขั้นตอนการรักษา เพื่อที่จะสามารถวิเคราะห์ และหาแนวทางในการรักษาได้อย่างเหมาะสม โดยสามารถใช้การทำหัตถการหลายอย่างควบคู่กันได้ ไม่ว่าจะเป็น

o การทำเลซอร์ เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเซลล์ผิวใหม่

o การตัดพังผืด โดยใช้เข็มพิเศษที่มีขนาดเล็กสอดเข้าไปเลาะพังผืดใต้ผิวหนังที่เป็นหลุมสิว เพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ พร้อมทั้งช่วยดันหลุมสิวให้ดูตื้นขึ้น

o การผ่าตัด(Punch Excision)

ข้อควรรู้ในการรักษาหลุมสิว อันดับแรกจะต้องให้สิวที่เป็นอยู่หายดีเสียก่อน เพื่อประเมินดูว่าหลังจากนั้นจะมีหลุมสิวเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามี เป็นหลุมสิวประเภทใด จากนั้นจึงหาวิธีรักษาหลุมสิวที่เหมาะกับระดับความรุนแรงนั้นๆ โดยเน้นไปที่การกระตุ้นสร้างคอลลาเจนให้เกิดขึ้นมามากขึ้น เพื่อทำให้หลุมสิวที่เป็นรอยบุ๋มลงไปนั้น กลับมาอยู่ในระดับที่เสมอกันกับผิวที่อยู่ใกล้เคียง

หลุมสิวแบบไหนที่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ไม่ว่าจะเป็นสิวที่มีระดับความรุนแรงแบบไหน Ice pick scar, Boxcar scar หรือ Rolling scar ก่อนที่จะทำการรักษา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา ประเมินระดับความรุนแรงของหลุมสิว พร้อมวางแผนในการรักษาด้วยวิธีการต่างๆร่วมกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องเข้ารับคำแนะนำและรับการรักษาจากแพทย์ผู้มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนและมีความปลอดภัยต่อสภาพผิว

วิธีดูแลตนเองเมื่อเป็นหลุมสิว

ในการดูแลตนเองเมื่อเป็นหลุมสิว เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากที่จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัด ดังต่อไปนี้

  • ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด และลดปัจจัยต่างๆที่ไม่ทำให้ผิวเกิดการอักเสบซ้ำ พร้อมทั้งคลีนหน้า ล้างเครื่องสำอางให้สะอาดหมดจดทุกครั้งก่อนนอน ลดอาหารหวาน มันที่สามารถทำให้เกิดสิวขึ้นได้

  • ไม่สัมผัสผิวหน้าอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเกาหรือแกะผิว เพราะเชื้อโรคที่ติดอยู่กับมือ สามารถไปทำปฏิกิริยากับผิวหนังที่อักเสบหรือเป็นแผลบนผิวหน้าได้

  • งดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม น้ำมัน และไวท์เทนนิ่งที่สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว พร้อมเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่ปกปิดหลุมสิว เพราะอาจก่อให้เกิดการอุดตัน

  • เลี่ยงการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง ควัน หรือสิ่งสกปรกที่พร้อมกระตุ้นให้เกิดการอักเสบบนผิวหน้า

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิว

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดหลุมสิวในเวลาต่อมา คือการดูแลผิวหน้าไม่ให้เกิดสิว หรือถ้าเกิดสิวขึ้นก็จะต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ไม่ปล่อยให้อักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะสิวที่มีเม็ดขนาดใหญ่ ถ้ารักษาไม่ถูกวิธี ก็มีโอกาสที่จะทำให้เกิดหลุมสิวขึ้นได้ โดยวิธีป้องกันการเกิดหลุมสิว มีดังต่อไปนี้

  • เมื่อเป็นสิว ควรรีบรักษาสิวให้หายเร็วที่สุดภายใต้การดูแลของแพทย์ หลีกเลี่ยงการสัมผัสแรงๆที่อาจก่อเกิดการระคายเคืองต่อผิวหน้าได้ เช่นการแกะ บีบ หรือขัดถูผิวหน้าแรง ๆ เพราะการทำเช่นนั้นทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ เมื่อเกิดเป็นแผลในชั้นผิวที่ลึกมากขึ้น แผลก็อาจจะหายยากมากขึ้น คอลลาเจนในชั้นผิวก็จะถูกทำลายมากขึ้นกว่าเดิม เกิดเป็นพังผืด และมีโอกาสกลายเป็นหลุมสิวได้

  • ถ้าแผลที่เกิดจากการอักเสบของผิวหายช้า ก็ไม่ควรไปแกะสิวเพื่อเร่งเวลา เพราะนอกจากจะเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อแล้ว อาจทำให้เกิดเป็นหลุมสิวขึ้นมาได้เช่นกัน

  • ในกรณีที่เป็นสิวเม็ดใหญ่และกระจายเป็นวงกว้างทั่วทั้งใบหน้า ควรรักษาสิวให้หายด้วยวิธีการที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ปล่อยให้ลุกลามไปจนถึงชั้นผิวหนัง เนื่องจากสิวในลักษณะนี้มักเสี่ยงต่อการเกิดหลุมสิวได้

ป้องกันการเกิดหลุมสิวด้วยผลิตภัณฑ์ป้องกันและฟื้นฟูสภาพผิว

เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดสิวซ้ำซากจนกลายเป็นหลุมสิวบนใบหน้า ควรมีการดูแลและใส่ใจในความสะอาดของผิวหน้าและให้การบำรุงอย่างสม่ำเสมอ ดังต่อไปนี้

  • ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด การทำความสะอาดผิวหน้า เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการดูแลผิวให้ห่างไกลจากสิวกวนใจ purifying mousse ในชุด acnelan by mesoestetic ตอบโจทย์อย่างมากในการล้างชำระผิวแต่ยังคงไว้ซึ่งความสมดุลของสภาพผิว เหมาะมากสำหรับคนที่มีผิวมันหรือผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ซึ่งจะช่วยขจัดความมันส่วนเกินและฝุ่นละอองต่างๆที่ตกค้างอยู่บนผิว โดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึง แต่ให้ความรู้สึกนุ่มชุ่มชื้นสบายผิว

คุณสมบัติของส่วนประกอบสำคัญ :

o Chlorhexidine ช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว

o Salicylic acid ช่วยขจัดความมันส่วนกิน พร้อมทั้งช่วยผลัดเซลล์ผิวให้หลุดออกอย่างอ่อนโยน ไม่ทำร้ายผิว

o Lactic acid ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดการอุดตันของผิว

o Postbiotic เกิดจากการหมักบ่มของเชื้อจุลินทรีย์ที่มีส่วนช่วยปรับสมดุลให้แก่ผิว ช่วยเสริมเกราะปกป้องผิวให้ดูแข็งแรง สุขภาพดี ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

o Anti-pollution ช่วยปกป้องผิวจากสารแอนติออกซิแดนท์ ที่เกิดจากฝุ่นควันและมลภาวะทั้งหลายที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิวและริ้วรอยก่อนวัย

o Menthol ช่วยให้ผิวสดชื่น ผ่อนคลาย

o Urea ช่วยลดการระคายเคือง เพิ่มความเนียนนุ่มชุ่มชื้นให้แก่ผิว

  • ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวให้ตรงจุด acne one อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลผิวที่เป็นสิว ผิวมันหรือมีแนวโน้มเป็นสิวง่ายจาก mesoestetic ที่มีคุณสมบัติช่วยขจัดไขมันส่วนเกิน พร้อมทั้งช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ ช่วยลดการอุดตันในบริเวณรูขุมขน ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว

คุณสมบัติของส่วนประกอบสำคัญ :

o m.acne complex เป็นสารที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ เผยผิวใหม่ที่ดูกระจ่างใสมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมช่วยลดเลือนจุดด่างดำ ช่วยขจัดไขมันส่วนเกิน

o Bexaretinyl complex เป็นอนุพันธ์ของเรตินอล ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ลดการอุดตันหรือการสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ที่เป็นสาเหตุทำให้หน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส

o Serenoa serrulata Fruit Extract ช่วยขจัดความมันส่วนเกิน

  • มาส์กหน้าลดการสะสมของสิ่งสกปรก การมาส์กหน้า เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญสำหรับคนที่เป็นสิว เพื่อดูดซับสิ่งสกปรกออกมาจากรูขุมขน pure renewing mask สูตรสำหรับคนเป็นสิวโดยเฉพาะ ถูกคิดค้นมาเพื่อช่วยขจัดความมันส่วนเกิน ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดออกมา เพื่อลดการอุดตันของสิ่งสกปรกในรูขุมขน

คุณสมบัติของส่วนประกอบสำคัญ :

o Kaolín ช่วยดูดซับความมันและสิ่งสกปรกจากผิว

o Salicylic acid, Mandelic acid, Sodium lapergilate เป็นสารที่อยู่ในกลุ่มที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพให้หลุดออก ช่วยลดการอุดตัน ลดเลือนจุดด่างดำ ทำให้หน้าดูกระจ่างขึ้น

o Cellulose particles เม็ดสครับธรรมชาติ ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวได้อย่างอ่อนโยน พร้อมช่วยปรับสภาพเซลล์ผิวให้เรียบเนียน

o post-biotic ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์บนผิวให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสม ทำให้ผิวมีความแข็งแรงสุขภาพดี

o Anti-pollution action ช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะและสิ่งแวดล้อมภายนอก ที่ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย

  • บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นแบบไม่อุดตัน hydra-vital light เป็นเจลครีม