โทนเนอร์ กลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อย ๆ เมื่อกล่าวถึงการดูแลผิวหน้าในยุคที่มีหลายขั้นตอน ทั้งคลีนซิ่ง เซรั่ม มอยส์เจอร์ไรเซอร์ และครีมกันแดด แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามก็คือ “โทนเนอร์จำเป็นจริงไหม ? ” หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงขั้นตอนเสริมที่ไม่มีก็ได้ บทความนี้จะพาไปไขคำตอบเกี่ยวกับบทบาทของผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ ว่ามีความสำคัญต่อผิวแค่ไหน พร้อมคำแนะนำสำหรับมือใหม่ ที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางการดูแลผิวให้เหมาะสมและเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
โทนเนอร์ คืออะไร
โทนเนอร์เป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยปรับสมดุลผิวหลังการล้างหน้า พร้อมทั้งเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการบำรุงในขั้นตอนถัดไป โดยในปัจจุบัน ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเช็ดทำความสะอาดเหมือนในอดีต แต่ถูกพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ในการดูแลผิวได้อย่างครบวงจร
ส่วนผสมสำคัญที่ควรมีใน โทนเนอร์
ส่วนผสมในโทนเนอร์มีบทบาทสำคัญต่อการปรับสมดุลและฟื้นบำรุงผิวให้แข็งแรง ส่วนผสมสำคัญที่ควรมองหา ได้แก่
- ไฮยาลูรอนิค แอซิด (Hyaluronic Acid)
- ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวรู้สึกอิ่มน้ำและนุ่มนวล
- โทนเนอร์ที่มีไฮยาลูรอนิคช่วยให้สกินแคร์ในขั้นตอนต่อไปซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้น
- วิตามินบี 5 (Panthenol)
- ช่วยปลอบประโลมผิว ลดความระคายเคือง และฟื้นบำรุงผิวที่แห้งหรืออ่อนแอ
- โทนเนอร์ที่มีวิตามินบี 5 เหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแพ้ง่าย
- สารสกัดจากพืชและดอกไม้
- เช่น สารสกัดจากดอกกุหลาบ, คาโมมายล์, ว่านหางจระเข้ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว และลดการอักเสบจากสิ่งแวดล้อม
- สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)
- ช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะ ฝุ่น ควัน และแสงแดด
- โทนเนอร์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยชะลอสัญญาณแห่งวัยและฟื้นฟูผิวหมองคล้ำ
- กรดอ่อน ๆ เช่น AHA/BHA ในปริมาณน้อย
- ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ทำให้รูขุมขนสะอาดและผิวเรียบเนียน
การเลือกโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมสำคัญเหล่านี้ จะช่วยให้ผิวพร้อมรับการบำรุงในทุกขั้นตอน ทำให้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ ไม่ใช่แค่ขั้นตอนเสริม แต่กลายเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลผิวอย่างมีประสิทธิภาพ
จำเป็นต้องใช้ โทนเนอร์ ไหม
โทนเนอร์ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยปรับสมดุลผิว และเตรียมความพร้อมให้ผิวรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป แม้ว่าจะไม่ใช่สกินแคร์หลัก แต่การใช้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพของครีม เซรั่ม หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่จะใช้ตามมา
- ปรับสมดุลผิวหลังการล้างหน้า
- การล้างหน้าสามารถทำให้ค่า pH ของผิวเปลี่ยนไป แต่การใช้โทนเนอร์จะช่วยปรับสมดุลและคืนค่า pH ให้ใกล้เคียงกับผิวตามธรรมชาติ
- เตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุง
- ช่วยเปิดทางให้สารบำรุงในสกินแคร์ขั้นต่อไปซึมเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น
- เพิ่มความชุ่มชื้นทันที
- โทนเนอร์สมัยใหม่ มักมีส่วนผสมของสารที่ให้ความชุ่มชื้น ช่วยลดความแห้งตึงหลังล้างหน้า
- เสริมการดูแลผิวในขั้นตอนต่อไป
- ทำให้ขั้นตอนบำรุงผิวอื่น ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ผิวรับสารอาหารและความชุ่มชื้นได้อย่างเต็มที่
ข้อดีของการใช้ โทนเนอร์
โทนเนอร์ เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ช่วยเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุง ซึ่งมีข้อดี ที่เป็นประโยชน์ต่อผิว ดังนี้
- ช่วยปรับสมดุลผิวหลังล้างหน้า
- ช่วยปรับค่า pH ของผิวให้ใกล้เคียงกับสมดุลตามธรรมชาติ หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้ว
- ช่วยลดความแห้งหรือระคายเคือง ป้องกันผิวอ่อนแอหลังการล้างหน้า
- ลดความมันหรือสิ่งตกค้าง
- ช่วยขจัดคราบน้ำมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่บนผิว
- ลดโอกาสการเกิดสิวหรือปัญหาผิวอื่น ๆ จากสิ่งสกปรกที่หลงเหลืออยู่
- เติมความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิว
- โทนเนอร์ในปัจจุบัน มักมีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้น เช่น ไฮยาลูรอนิค แอซิด หรือสารสกัดจากพืช ที่ช่วยให้ผิวรู้สึกสดชื่น ลดความตึง และปลอบประโลมผิวที่อ่อนล้าหลังล้างหน้า
- ช่วยให้สกินแคร์ขั้นต่อไปซึมซาบได้ดีขึ้น
- เป็นเหมือนตัวเปิดทางให้เซรั่มหรือครีมบำรุงซึมเข้าสู่ผิวได้เต็มที่ ทำให้การบำรุงในขั้นตอนต่อไปมีประสิทธิภาพสูงสุด
- เตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงในทุกขั้นตอน
- การใช้โทนเนอร์อย่างต่อเนื่องช่วยให้ผิวปรับสมดุลและแข็งแรง
- ทำให้การดูแลผิวในทุกขั้นตอน ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีเลือกโทนเนอร์ให้เหมาะกับผิว
การเลือกโทนเนอร์อย่างเหมาะสม จะช่วยลดปัญหาผิวที่อาจเกิดขึ้น จากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตรงกับสภาพผิว ทำให้การดูแลผิวมีความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ดีกว่า ซึ่งมีแนวทางในการเลือกใช้ตามสภาพผิว ดังต่อไปนี้
- ผิวมัน
- เลือกโทนเนอร์ที่ช่วยควบคุมความมันส่วนเกินและกระชับรูขุมขน
- ช่วยป้องกันการเกิดสิวและความมันสะสมบนผิวหน้า
- มักมีส่วนผสมที่ช่วยลดความมัน โดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึง
- ผิวแห้ง
- เน้นโทนเนอร์ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและปรับสมดุลน้ำในผิว
- ช่วยป้องกันความแห้งตึง และทำให้ผิวรู้สึกนุ่มและอิ่มน้ำ
- ควรเลือกสูตรที่มีสารบำรุง เช่น ไฮยาลูรอนิค แอซิด หรือสารสกัดจากพืช เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
- ผิวแพ้ง่าย
- เลือกโทนเนอร์สูตรอ่อนโยน ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือสารระคายเคือง
- ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดการระคายเคืองหรือผื่นแพ้
- ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปลอบประโลมผิวและเสริมเกราะป้องกันผิว
5 วิธีใช้โทนเนอร์แบบผิด ๆ ที่ควรเลี่ยง
โทนเนอร์ ถือเป็นหนึ่งในสกินแคร์ที่หลายคนขาดไม่ได้ เพราะช่วยปรับสมดุลผิว ทำความสะอาดสิ่งตกค้าง และเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการบำรุงในขั้นต่อไป แต่รู้หรือไม่ว่า การใช้โทนเนอร์ผิดวิธี อาจทำให้ได้ผลลัพธ์ไม่ตรงตามที่หวัง หรืออาจทำให้ผิวพังหนักกว่าเดิม มี 5 วิธีใช้โทนเนอร์แบบผิดๆที่ไม่ควรทำ ดังต่อไปนี้
1. ใช้โทนเนอร์มากเกินไป
การใช้โทนเนอร์ในปริมาณที่เยอะเกินไปไม่ได้ช่วยให้ผิวสะอาดขึ้น แต่กลับทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นและอาจระคายเคืองได้ การใช้เพียงเล็กน้อยพอชุ่มสำลี หรือหยดลงฝ่ามือแล้วตบเบา ๆ ก็เพียงพอสำหรับการดูแลผิวในแต่ละวัน
2. เลือกโทนเนอร์ไม่เหมาะกับสภาพผิว
การเลือกโทนเนอร์ที่ไม่สอดคล้องกับปัญหาผิว เช่น ผิวมันไปใช้สูตรสำหรับผิวแห้ง หรือผิวแพ้ง่ายไปใช้สูตรที่มีแอลกอฮอล์สูง อาจยิ่งทำให้ผิวเสียสมดุลและเกิดปัญหาหนักกว่าเดิม ทางที่ดีควรเลือกโทนเนอร์ที่ตรงกับความต้องการของผิว ไม่ว่าจะเป็นการลดสิว กระชับรูขุมขน หรือเพิ่มความชุ่มชื้น
3. ถูแรงเกินไปเวลาลงโทนเนอร์
การเช็ดโทนเนอร์แรง ๆ บนผิวหน้าอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวแดง หรือเสี่ยงต่อการเป็นสิวอุดตัน ควรเช็ดอย่างเบามือ หรือเปลี่ยนมาใช้วิธีตบเบา ๆ ด้วยมือแทน เพื่อให้โทนเนอร์ซึมเข้าสู่ผิวโดยไม่ทำร้ายผิว
4. ใช้โทนเนอร์แทนการล้างหน้า
โทนเนอร์ไม่สามารถล้างสิ่งสกปรกหนัก ๆ หรือเครื่องสำอางได้ การใช้แทนโฟมล้างหน้าถือเป็นความเข้าใจผิดที่ควรเลี่ยง ขั้นตอนที่ถูกต้องคือทำความสะอาดผิวหน้าตามปกติ จากนั้นจึงตามด้วยโทนเนอร์เพื่อช่วยปรับสมดุลผิว
5. หยุดใช้ทันทีที่ผิวมีสิวขึ้น
หลายคนเข้าใจผิดว่าการเกิดสิวทุกครั้งต้องมาจากโทนเนอร์ แต่จริง ๆ แล้วสิวอาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ฮอร์โมน อาหาร หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ การหยุดใช้โทนเนอร์ทันที อาจทำให้ผิวเสียสมดุลไปอีก ทางที่ดีควรเลือกสูตรที่อ่อนโยนและเหมาะกับสภาพผิว เพื่อฟื้นฟูและดูแลผิวได้อย่างต่อเนื่อง
เลือกโทนเนอร์ให้เหมาะกับสภาพผิว
- ผิวแห้ง แนะนำให้ใช้โทนเนอร์ที่มีคุณสมบัติเติมความชุ่มชื้นให้กับใบหน้า เพราะผิวแห้งจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ จะช่วยให้ผิวไม่แห้งกร้าน
- ผิวมันหรือผิวผสม ใช้โทนเนอร์ที่มีคุณสมบัติเน้นในเรื่องของการขจัดสิ่งสกปรก ไม่ว่าจะเป็นคราบเครื่องสำอาง ฝุ่น เพราะคนที่มีผิวมันมักจะมีโอกาสเกิดสิวได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้นจะต้องดูแลผิวหน้าให้สะอาดกว่าปกติ
- ผิวธรรมดา ถือว่าโชคดีมากๆเพราะไม่มีปัญหาในเรื่องของความมันและความแห้ง สามารถใช้โทนเนอร์ได้ทุกสูตร ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด หรือเน้นบำรุงผิว เติมความชุ่มชื้นให้ผิว
hydra mist โทนเนอร์ปรับสมดุลผิว คืนความชุ่มชื้น กระชับรูขุมขนให้ดูเล็กลง
hydra mist โดย mesoestetic เป็นโทนเนอร์ที่ออกแบบมาเพื่อปรับสภาพผิว และเตรียมผิวก่อนการบำรุง ช่วยปรับค่า pH ของผิวให้อยู่ในสภาวะสมดุล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงในขั้นตอนต่อไปได้ดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นบำรุงให้ผิวชุ่มชื้น รูขุมขนกระชับ และปกป้องผิวจากมลภาวะภายนอกได้ด้วย
คุณสมบัติเด่นเฉพาะตัวของ hydra mist มีดังต่อไปนี้
- BIO-BALANCING ACTION
- ปรับสมดุลของจุลินทรีย์บนผิวด้วย post-biotic จากการหมัก Lactobacillus
- ส่งเสริมเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรง ลดการระคายเคือง และปรับ pH balance ของผิว
- ทำให้ผิวแลดูสุขภาพดีและมีความแข็งแรงขึ้น
- ANTI-POLLUTION & ANTI-OXIDATING ACTION
- ปกป้องผิวจากฝุ่น ควัน และอนุมูลอิสระ ลดสาเหตุของผิวแก่ก่อนวัย
- ขจัดสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองที่ตกค้างบนผิวและรูขุมขน ช่วยให้ผิวสะอาด และพร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป
- MOISTURISING & REGENERATING
- สารบำรุงและวิตามินบี 5 ช่วยฟื้นบำรุงและปลอบประโลมผิว
- ผสานสารสกัดจากดอกกุหลาบ เติมความชุ่มชื้น ปกป้องผิวจากการระคายเคือง
- ช่วยให้โทนเนอร์ ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผิวรู้สึกนุ่ม ชุ่มชื้น และกระชับ
Hydra Mist เป็นโทนเนอร์ที่เหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวที่ต้องเผชิญกับมลภาวะจากภายนอก ช่วยปรับสมดุลผิว เตรียมพร้อมสำหรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป ทำให้ผิวดูสุขภาพดี กระชับ และมีความชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้น
สรุป
“โทนเนอร์” อาจไม่ใช่สกินแคร์ที่ขาดไม่ได้ แต่นับเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การดูแลผิวในแต่ละวันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยปรับสมดุลผิวหลังการล้างหน้าแล้ว ยังช่วยกำจัดสิ่งตกค้างที่อาจหลงเหลืออยู่ พร้อมทั้งเตรียมผิวให้เปิดรับการบำรุงจากสกินแคร์ตัวต่อไปได้ดีกว่าเดิม สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นดูแลผิว การทำความเข้าใจว่าโทนเนอร์มีหน้าที่อะไร และเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิว จะช่วยให้การดูแลผิวเป็นเรื่องง่ายขึ้น ไม่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ และยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพผิวที่ดีในระยะยาวได้อีกด้วย
คำถามที่พบบ่อย
Q : โทนเนอร์ใช้ตอนไหนดีที่สุด ?
A : ควรใช้หลังจากล้างหน้าและเช็ดให้แห้งเล็กน้อย ใช้สำลีหรือเทาใส่ฝ่ามือแล้วตบเบา ๆ ลงบนผิว เพื่อให้โทนเนอร์ซึมเข้าสู่ผิว และเตรียมพร้อมสำหรับเซรั่มหรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์
Q : สามารถใช้โทนเนอร์ทุกวันได้หรือไม่ ?
A : สามารถใช้ได้ทุกวัน ขึ้นอยู่กับสูตรและสภาพผิว สำหรับโทนเนอร์สูตรอ่อนโยน สามารถใช้เช้า-เย็นได้ เพื่อให้ผิวสะอาด ชุ่มชื้น และพร้อมรับการบำรุงต่อเนื่อง
Q : ต้องใช้โทนเนอร์ทุกครั้งหลังล้างหน้าหรือไม่ ?
A : การใช้โทนเนอร์ทุกครั้งหลังล้างหน้า แนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุง แต่สำหรับบางสภาพผิวที่ใช้สกินแคร์เพียงไม่กี่ขั้นตอน อาจเลือกใช้เฉพาะช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้
Q : ผิวแพ้ง่ายสามารถใช้โทนเนอร์ได้ไหม ?
A : สำหรับผิวแพ้ง่ายควรเลือกสูตรอ่อนโยน ไม่มีแอลกอฮอล์และสารระคายเคือง ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลผิว และให้ความชุ่มชื้น โดยไม่ทำให้ผิวระคายเคือง
Q : โทนเนอร์ช่วยลดรูขุมขนได้จริงหรือ ?
A : โทนเนอร์บางสูตรมีส่วนผสมที่ช่วยกระชับรูขุมขน เช่น สารสกัดจากพืชหรือกรดอ่อน ๆ การใช้อย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยให้รูขุมขนดูเล็กลงและผิวเรียบเนียนมากขึ้น