รวมเคล็ดลับรักษาสิวให้ตอบโจทย์ ต้อนรับผิวใส สุขภาพดี - mesoestetic | เซรั่ม แอมพูล

รวมเคล็ดลับรักษาสิวให้ตอบโจทย์ ต้อนรับผิวใส สุขภาพดี

“สิว” เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความหนักอกหนักใจให้ใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบ สิวอุดตัน สิวผด สิวหัวช้างหรือแม้แต่สิวเรื้อรัง เรียกได้ว่า “สิว” ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นแต่ยังส่งผลต่อระดับความมั่นใจของคนที่เป็นสิวอีกด้วย สิวมีสาเหตุมาจากอะไร มีวิธีรักษาที่ถูกต้องอย่างไรที่ไม่ทำให้เกิดรอยสิวตามมา และจำเป็นต้องดูแลผิวหน้าอย่างไรในขณะที่กำลังรักษาสิว เราไปทำความเข้าใจตั้งแต่กลไกแรกของการเกิดสิวเพื่อเลือกวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ให้เหมาะกับสภาพผิวและลักษณะสิวที่แต่ละคนเผชิญอยู่ได้อย่างตรงจุดและได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

กลไกการเกิดสิว

โดยปกติผิวหนังของคนเราจะเต็มไปด้วยรูขุมขนมากมาย และลึกลงไปยังมีต่อมไขมัน ซึ่งมีหน้าที่สร้างน้ำมันและไขมัน ซึ่งจะต้องถูกขับออกมาทางท่อน้ำมันซึ่งมีรูเปิดเดียวกับรูขุมขน และหากต่อมไขมันถูกกระตุ้น น้ำมันและไขมันก็จะถูกสร้างมากขึ้น หากระบายออกไม่ทัน ก็จะเกิดการสะสมและค้างอยู่ในรูขุมขน พร้อมทั้งกระตุ้นให้มีการสร้างเคราตินมากขึ้น ซึ่งสารเคราตินจะไปจับตัวกับน้ำมันและไขมัน เกิดเป็นสิวอุดตัน (โคมิโดน) ซึ่งการอุดตันในรูขุมขนทำให้ขาดออกซิเจน ส่งผลให้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า โพรพิโอนิแบคทีเรียม แอ8เน่ (Propionibacterium acnes) เจริญเติบโตได้ดีและทำให้การย่อยสลายไขมันเกิดขึ้น พร้อมทั้งสร้างกรดไขมันขึ้น ทำให้เกิดการระคายเคืองและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสิวอักเสบ เป็นหนองนั่นเอง หรืออีกกรณีหนึ่งเกิดจากการที่มีแบคทีเรีย เซลล์ผิวที่ตายแล้ว รวมถึงสิ่งสกปรกต่างๆอุดตันอยู่ที่รูขุมขนจึงทำให้ไขมันไม่สามารถระบายออกมาได้จนทำให้กลายเป็นสิวในที่สุด แท้จริงแล้ว สิวสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ในร่างกาย แต่ที่พบบ่อยๆคือบนใบหน้า แผ่นหลังและหน้าอก ซึ่งเป็นบริเวณที่ต่อมไขมันทำงานมาก

สาเหตุของการเกิดสิว

เชื่อกันว่าสาเหตุสำคัญของการเกิดสิวเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนในร่างกาย นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนกระตุ้นทำให้เกิดสิว อาทิเช่น อารมณ์ สภาพอากาศ มลภาวะ เครื่องสำอางหรือยาบางชนิด โดยสามารถแบ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวออกเป็นปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ดังต่อไปนี้

  • ปัจจัยภายใน

ปัจจัยภายในร่างกายที่ทำให้เกิดสิว คือระดับฮอร์โมน กรรมพันธุ์ โรคเรื้อรังและผิวพรรณของแต่ละคน สำหรับฮอร์โมนที่ทำให้เกิดสิว ได้แก่ฮอร์โมนเพศชายที่เรียกว่าแอนโดรเจน (androgen) ซึ่งจะไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน ให้มีการสร้างไขมันและขับออกมามากยิ่งขึ้น ประกอบกับท่อของรูขุมขนมีการสร้างเซลล์บุของรูขุมขนมากขึ้น จึงเกิดการรวมตัวกันเป็นเม็ดสิวอยู่ในท่อของต่อมไขมัน

  • ปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดสิว ได้แก่

  1. สภาพแวดล้อม แสงแดด อุณภูมิ ในที่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน หรือมลภาวะต่างๆ รวมถึงความร้อนจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลทำให้เกิดสิวขึ้นได้
  2. อาหาร พบว่าผู้ที่มักรับประทานอาหารหวาน อาหารมันและอาหารจำพวกแป้งเป็นประจำ อาจทำให้เกิดสิวได้โดยง่าย
  3. เครื่องสำอางจำพวกแป้งทาหน้าหรือครีมบางชนิด เนื่องจากมีส่วนผสมบางชนิดที่อาจจะอุดตันรูขุมขน
  4. ยาบางชนิดก็มีฤทธิ์ทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นยาคุมกำเนิด หรือยาสเตียรอยด์ เป็นต้น

ประเภทของสิว

“สิว” สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะที่พบ ได้แก่

  • สิวที่ไม่มีการอักเสบ เช่น สิวหัวขาว (สิวอุดตันหัวปิด) และสิวหัวดำ (สิวอุดตันหัวเปิด)
  • สิวที่มีการอักเสบ เช่น สิวที่เป็นตุ่มแดง (สิวอักเสบ) และสิวที่มีหนอง (สิวตุ่มหนอง) สิวหัวช้าง

การรักษาสิว

ในการรักษาสิว ได้แบ่งเป็นการรักษาทางการแพทย์รวมถึงการใช้เทคโนโลยีด้านความงาม และการรักษาโดยใช้สมุนไพร ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

การรักษาทางการแพทย์

ในการรักษาสิวทางการแพทย์  สามารถใช้ร่วมกันได้หลายวิธีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา โดยแบ่งการรักษาออกเป็น 3 ประการหลักๆดังต่อไปนี้

  • การรับประทานยารักษาสิว โดยส่วนมาก การรักษาสิวโดยการรับประทานยานั้นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เนื่องจากเป็นวิธีที่ใช้รักษาสิวในระดับรุนแรง ซึ่งยาที่รับประทานจะช่วยลดปัญหาความมันที่ก่อให้เกิดการอุดตันของผิว แต่มีข้อแนะนำ คือควรรับประทานติดต่อกันไม่เกิน 3 เดือน เพราะถ้าหากหยุดยาวเร็วเกินไป สิวอาจจะกลับมาเป็นใหม่ได้โดยง่าย ยาที่นิยมใช้ในการรักษาสิว จะเป็นยาในกลุ่มปฏิชีวนะ ยากลุ่มฮอร์โมน และยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ
    1. ยาปฏิชีวนะที่ใช้บ่อย ได้แก่ ยาในกลุ่มเตตร้าไซคลิน (Tetracyclines) ด็อกซี่ไซคลิน (Doxycycline) มิโนไซคลินอีรีโทรมัยซิน (Erythromycin) ยากลุ่มนี้จะช่วยในการฆ่าเชื้อสิวและลดการอักเสบของผิวลงได้ แต่อาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้อาเจียน หรือหากรับประทานในขณะท้องว่างอาจมีอาการปวดท้อง เป็นต้น
    2. ยาในกลุ่มฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) รวมถึงยาที่มีฤทธิ์ในการต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน (androgen) เช่น ไซโปรทีโรน อะซีเตท (Cyproterone acetate) ซึ่งยากลุ่มนี้จะเหมาะกับผู้ที่เป็นสิวจากฮอร์โมน แต่มีผลข้างเคียงคือจะมีอาหารคัดตึงเต้านมและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น
    3. ยากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ ได้แก่ ไอโซเตเตริโมอิน (Isotretinoin) เหมาะสำหรับการรักษาสิวที่อักเสบมากรวมถึงสิวหัวช้าง สิวที่ดื้อยาหรือการรักษาอื่นๆ ซึ่งยากลุ่มนี้จะทำให้ไขมันและเชื้อสิวลดลง ทำให้ไม่เกิดสิว แต่มีผลข้างเคียง เช่น ปากแห้ง ผิวแห้ง ผมร่วง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หากรับประทานยากลุ่มนี้อาจมีผลทำให้ทารกเสียชีวิตได้
  • การทายารักษาสิว ยาทาสำหรับรักษาสิว นับเป็นวิธีพื้นฐานในการรักษาสิว โดยทั่วไปจะช่วยในการลดสิวอุดตัน ฆ่าเชื้อสิวและลดการอักเสบ โดยแบ่งยาทารักษาสิวออกเป็น..
  1. ยาทารักษาสิวที่มีฤทธิ์ละลายขุยเซลล์บุของรูต่อมไขมัน ได้แก่
    • กรดซาลิไซลิก (Salicylic) จะซึมผ่านเข้าสู่รูขุมขน ทำให้สิวอุดตันที่มีค่อยๆ หลุดออกมา แต่หากใช้ในความเข้มข้นสูง อาจทำให้ผิวลอกได้ มักนิยมนำมาใส่ในสบู่  โฟมล้างหน้า และแชมพู เพื่อชำระล้างไม่ให้สิวเกิดการอุดตัน
    • กัมมะถัน
    • รีโซซินอล (resocinol)
  2. ยาทารักษาสิวที่มีฤทธิ์ละลายโคมิโดน ได้แก่ กรดเทรทิโนอิก (tretinoic acid) อะแดปพาลีน (adapalene) ซึ่งยากลุ่มนี้อาจทำให้เกิดผื่นแดงขึ้นได้ในตอนเริ่มต้นทา และในขณะที่ใช้ยาประเภทนี้ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด
  3. ยาทารักษาสิวต้านเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่
    • เบนโซอิล เพอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide) เป็นตัวยาที่มีอยู่ในครีม เจลทาสิวหลายชนิด มีหลายระดับความเข้มข้น ช่วยในการฆ่าเชื้อสิว ทำให้สิวแห้ง ไม่ทำให้เกิดสิวใหม่ แต่ยานี้อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ดังนั้นควรเริ่มใช้ยาในระดับที่มีความเข้มข้นต่ำก่อน เนื่องจากระยะแรกของการใช้ยาอาจจะทำให้ผิวหนังแดงหรืออักเสบได้ และนอกจากนั้นยังมีข้อควรระวังคือยาประเภทนี้อาจจะทำให้สีเสื้อ,สีที่นอนหรือสีผมจางลงหรือเปลี่ยนสีได้
    • เตตราไซคลีน (tetracycline) เป็นยาปฏิชีวนะ ช่วยระงับการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
    • อีริโทรไมซิน (erythromycin) มีส่วนประกอบของยาปฏิชีวนะ ช่วยฆ่าเชื้อสิว
    • คลินดาไมซิน (clindamycin) เป็นยาที่มีส่วนประกอบของยาปฏิชีวนะ ช่วยออกฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อสิว
    • กรดอะซิแลอิก (azelaic acid) ช่วยในการฆ่าเชื้อสิว และลดการสร้างเม็ดสี ทำให้รอยสิวจางลง

ในบางกรณี หากเป็นสิวที่เกิดจากการติดเชื้อและเป็นสิวเรื้อรังมาเป็นเวลานาน แพทย์หรือผู้ชำนาญการมักแนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะแบบรับประทานร่วมด้วย โดยใช้ในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น

หัตถการทางการแพทย์
เป็นวิธีการรักษาสิวทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม อาจเนื่องด้วยเห็นผลลัพธ์เร็ว มีผลข้างเคียงน้อย ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้

  1. การทำเลเซอร์ เพื่อช่วยลดการผลิตไขมันภายในรูขุมขน ลดการเกิดการอุดตัน ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังสามารถลดรอยดำ รอยแดงจากสิวให้จางลง โดยการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกออก และกระตุ้นให้สร้างเซลล์ผิวขึ้นมาทดแทน โดยส่วนใหญ่แพทย์มักแนะนำให้ใช้เลเซอร์รักษาสิวร่วมกับการใช้ยาต้านเชื้อด้วย
  2. การกดสิว สามารถทำได้ทั้งกับสิวหัวขาวและสิวหัวดำ การกดสิวหัวขาวช่วยป้องกันไม่ให้สิวเกิดการอุดตันอยู่ภายใน ส่วนการกดสิวหัวดำจะทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนขึ้น ซึ่งการกดสิว ควรทำกับผู้เชี่ยวชาญและใช้เครื่องมือที่สะอาดและปลอดเชื้อ เพราะถ้าหากกดสิวออกไม่หมดอาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในภายหลังได้
  3. การฉีดสิว เป็นการฉีดยาเข้าไปที่เม็ดสิว เพื่อช่วยลดการอักเสบของสิว สามารถหยุดการอักเสบได้เร็วขึ้น แต่หากฉีดมากจนเกินไปอาจจะทำให้ผิวยุบลงได้
  4. การมาส์กหน้ารักษาสิว เป็นวิธีที่เหมาะกับการรักษาสิวหัวดำและสิวหัวขาว ที่ยังไม่มีอาการอักเสบหรือเจ็บบริเวณผิวหนัง โดยจะต้องทำความสะอาดสิ่งสกปรกออกจากใบหน้าก่อน แล้วใช้มาส์กที่มีคุณสมบัติช่วยลดการผลิตน้ำมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสิว

การรักษาด้วยสมุนไพร

นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว ยังนิยมรักษาสิวด้วยสมุนไพรไทยพื้นบ้านหรือวัตถุดิบต่างๆที่สามารถหาได้ง่ายๆ สามารถใช้ได้ในกรณีที่เป็นสิวไม่รุนแรง

  • มะนาว : โดยตะใช้คอตตอนบัดชุบน้ำมะนาวสดแล้วนำไปแต้มบนสิวอุดตัน จากนั้นให้ล้างหน้าให้สะอาด กรด AHA ธรรมชาติในมะนาว จะช่วยในการผลัดเซลล์ผิวและขับสิ่งสกปรกที่อุดตันออกมา แต่ห้ามใช้ทั่วทั้งหน้าหรือแผลเปิด
  • ไข่ขาวดิบ : จะช่วยดีท็อกซ์ผิวหน้าให้สะอาดลึกถึงรูขุมขน และทำให้หน้ากระชับขึ้น วิธีใช้คือให้แยกเฉพาะไข่ขาวออกมา หยดน้ำลงไปเล็กน้อย แล้วนำมาทาทั่วใบหน้า ใช้ได้ผลดีมากกับผู้ที่มีปัญหาสิวเสี้ยน
  • น้ำผึ้ง : ช่วยรักษาอาการอักเสบของผิวได้ดี เนื่องจากมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย มีกรดที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวและช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า ลดการเกิดริ้วรอย วิธีการคือให้เอาน้ำผึ้งมาทาทั่วหน้าแทนมาส์ก แล้วล้างออก
  • ว่านหางจระเข้ : ช่วยลดการอักเสบของผิวได้ดีมาก ไม่กัดผิว เหมาะสำหรับผิวบอบบางและแพ้ง่าย
  • มะเขือเทศ : มีสารต้านอนุมลอิสระ อุดมไปวิตามินเอ ซี และมีความเป็นกรดอ่อนๆ โดยให้นำมะเขือเทศมาบดให้ละเอียด แล้วพอกทั่วใบหน้า สามารถช่วยแก้ปัญหาสิว ลดรอยแดงจากสิว ทั้งยังช่วยกระชับรูขุมขนได้ด้วย
  • มะละกอสุก : ช่วยลดการอักเสบของผิวและช่วยสมานแผล เนื่องจากในมะละกอมีเอนไซม์ปาเปน(Enzyme Papain) และไคโมปาเปน (Chymopapain) โดยนำมะละกอมาบด แล้วพอกทั่วหน้าประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก
  • ขมิ้นชัน : มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบของสิวและช่วยลดสิวผดได้เป็นอย่างดี วิธีการให้นำขมิ้นมาผสมกับน้ำแล้วพอกบางๆทั่วหน้า สามารถช่วยให้สิวลดลงและทำให้หน้าใสขึ้น
  • กระเทียม : ช่วยรักษาสิวหัวหนองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากในกระเทียมมีส่วนประกอบของซัลเฟอร์ที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคได้ วิธีการคือให้หั่นกระเทียมเป็นชิ้นเล็กๆแล้วใช้น้ำจากกระเทียมมาป้ายที่สิว
  • หอมแดง : สามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว ทำให้สิวยุบลงและแห้งไว ทั้งยังช่วยในการผลักเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี โดยให้บดหอมแดงให้ละเอียด ใช้คอตตอนบัดจุ่มน้ำของหอมแดงแล้วนำมาแต้มสิว
  • มะขามเปียก : ไม่เพียงช่วยให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่งเท่านั้นแต่ยังช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าออกมา ทำให้สิวที่อุดตันกลายเป็นหัวสิวที่หลุดออกมาได้ง่ายขึ้น เนื่องจากในมะขามมีกรด AHA ธรรมชาติอยู่ประมาณ 4-5%
  • เปลือกมังคุด : มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบของผิวได้ดี เหมาะสำหรับสิวอักเสบที่เกิดจากสิวอุดตัน โดยใช้น้ำจากเปลือกมังคุดมาแต้มบริเวณที่เป็นสิวเป็นประจำ ทำให้สิวค่อยๆหายโดยไม่ทิ้งรอยเอาไว้

การดูแลผิวหน้าในขณะรักษาสิวและวิธีป้องกันการเกิดสิว

ในระหว่างที่ทำการรักษาสิวมีข้อควรปฏิบัติ พร้อมวิธีป้องกันไม่ให้เกิดสิว ดังต่อไปนี้

  • รักษาเรื่องความสะอาด เนื่องจากในแต่ละวัน ผิวหน้าต้องสัมผัสกับฝุ่นควัน มลภาวะ เครื่องสำอาง ครีมกันแดด เหงื่อไคลและน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเข้าไปอุดตันในรูขุมขนและเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสิวได้เป็นอย่างดี ดังนั้นให้ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยการล้างหน้าให้สะอาดอย่างถูกวิธี ไม่ควรล้างหน้าบ่อยจนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติ จะทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นจนทำให้เกิดสิวขึ้นได้ ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ไม่มีสารชะล้างที่รุนแรงเพราะจะทำให้หน้าแห้งและระคายเคืองมากกว่าเดิม นอกจากนั้นไม่ควรขัดหน้าอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่าย
  • ห้ามบีบ แกะ เกาสิว หรือสัมผัสผิวหน้าบ่อยๆ เพราะสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคที่เกาะอยู่ที่มือของเราอาจเป็นการทำลายเนื้อเยื่อผิว เกิดการติดเชื้อ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวเพิ่มมากขึ้นได้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังเพิ่มโอกาสทำให้เกิดรอยสิวหรือหลุมสิวได้เช่นกัน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารมันและของหวาน เนื่องจากอาหารกลุ่มนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของผิวและทำให้เกิดสิวได้ แต่ควรเน้นรับประทานผัก ผลไม้ที่มีกากใย รวมถึงดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายสามารถขับของเสียออกมาและลดความร้อนที่อาจก่อให้เกิดสิวได้
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดๆ เนื่องจากความร้อนจากแสงอัลต้าไวโอเลตจะทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามากขึ้น และเมื่อรวมกับไขมันและฝุ่นควันต่างๆอาจทำให้เกิดการอุดตันที่รูขุมขนและมีการอักเสบขึ้นได้ ดังนั้นก่อนออกจากบ้าน ควรทาครีมกันแดดเสมอ เพราะการทาครีมกันแดดจะเป็นเหมือนเกราะกำบังไม่ให้ผิวถูกทำร้ายจากแสงแดด ช่วยกรองไม่ให้แสงยูวีไปกระตุ้นผิวให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น แต่ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 ที่สามารถปกป้องผิวจากทั้ง UVAและ UVB เน้นสูตร Oil-freeหรือ Non-comedogenic เพื่อไม่ให้ผิวเกิดการอุดตัน สำหรับผู้ที่รักษาสิวด้วยการใช้ยาในกลุ่มวิตามินเอ หรือการทำเลเซอร์ฉายแสงอาจทำให้ผิวมีปฏิกิริยาที่ไวต่อแสงมากขึ้น แนะนำให้ทาครีมกันแดด เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแดงหรือไหม้
  • พักผ่อนให้เพียงพอและทำจิตใจให้สงบ ผ่อนคลาย เนื่องจากความเครียดและการพักผ่อนน้อย ทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวน ส่งผลทั้งต่อระบบเผาผลาญ ระบบย่อยอาหาร การนอนหลับพักผ่อน รวมถึงระบบการทำงานของต่อมไขมัน ยิ่งกระตุ้นให้เกิดสิวเพิ่มมากขึ้น
  • ใช้ครีมหรือเครื่องสำอางที่เหมาะกับสภาพผิว ในชนิดที่ละลายน้ำได้ดี เพื่อชะล้างออกง่าย ไม่อุดตันรูขุมขน ไม่มีน้ำหอม (Fragrance free) ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ (Hypoallergenic) และใช้แบบ oil-free
  • ในกรณีที่ใช้ยารักษาสิว ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ซึ่งอาจจะรักษาได้ไม่ตรงกับประเภทของสิวและอาจทำให้เกิดอาการดื้อยาได้

acnelan ตอบโจทย์ในการรักษาสิว

acnelan เป็นนวัตกรรมที่ถูกคิดค้นและพัฒนาโดย mesoestetic® ซึ่งจะช่วยต่อต้านทุกสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง สิวอุดตันและสิวอักเสบ ทำให้สิวแห้งเร็วขึ้น ด้วยการช่วยทำความสะอาดไขมันและสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ตามรูขุมขน พร้อมทั้งช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดรอยดำ รอยแดงที่เกิดจากสิวด้วย

treatment at the clinic : ทรีทเม้นต์ที่ใช้ในคลินิก มีดังต่อไปนี้

  • acnelan multifactor mask เจลมาส์กสูตรเข้มข้น ที่ช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก ไม่ก่อให้เกิดการอุดต้นของรูขุมขน โดยมีส่วนผสมของ Bexaretinyl complex ,Sulphur และ Kaolin
  • post-peel neutralizing spray ใช้ควบคู่กับ acnelan multifactor mask เพิ่มเพิ่มประสิทธิภาพในการปรับสภาพผิวให้อยู่ในสภาวะสมดุลเป็นกลาง ด้วยค่า pH 8.6 และช่วยปลอบประโลมผิว ด้วยส่วนผสมของ Sodium bicarbonate และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วย aloe vera
  • pore sealing shield เป็นสารบำรุงผิวสูตรเข้มข้น โดยมีสารประกอบที่สำคัญอย่าง zinc ที่ช่วยขจัดความมันส่วนเกินบนใบหน้า , aloe vera ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และ copper ช่วยบำรุงผิวให้ดูเรียบเนียน

home maintenance : ผลิตภัณฑ์สำหรับการฟื้นฟูบำรุงที่สามารถทำได้เองที่บ้าน มีดังต่อไปนี้

  • purifying mousse ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าเนื้อมูส สูตรสำหรับผิวมันและผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ช่วยขจัดน้ำมันส่วนเกิน รวมถึงสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่บนผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยส่วนผสมของ Chlorhexidine, Salicylic acid, Lactic acid, postbiotic, Anti-pollution,Menthol และ Urea
  • acne one ช่วยขจัดความมันส่วนเกินบนผิวหน้า ลดการอุดตันในรูขุมขน พร้อมทั้งผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ลดรอยดำ รอยแดงจากสิว ด้วยส่วนผสมของacne complex และ Bexaretinyl complex รวมถึง Serenoa serrulate Fruit Extract ช่วยขจัดน้ำมันส่วนเกินบนผิว
  • imperfection control เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการฟื้นบำรุงเฉพาะจุด ด้วยส่วนผสมของ acne complex, Bexaretinyl complex และ Enoxolone ช่วยลดเลือนรอยแดง รอยดำที่เกิดจากสิวโดยช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดออกมา
  • pure renewing mask มาส์กหน้าสำหรับผิวเป็นสิว ด้วยส่วนประกอบสำคัญอย่าง Kaolin,Salicylic acid,Mandelic acid,Sodium lapergilate,Cellulose particles,post-biotic และ Anti-pollution action ที่ช่วยขจัดความมันส่วนเกินบนใบหน้า ผลัดเซลล์ผิวเก่า พร้อมทั้งช่วยลดการอุดตันและการสะสมของสิ่งสกปรกในรูขุมขน
  • hydra-vital light เป็นเจลครีมเนื้อบางเบา ที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นและฟื้นบำรุงผิว ประกอบด้วย HA Complex,Anti-Pollution/Antioxidant :Urban D-Tox และ Barrier Function Reinforcement:Barrier Function ที่จะช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น
  • hydra-vital factor k เป็นครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ เป็นเกราะป้องกันผิวจากมลพิษและสิ่งแวดล้อมต่างๆ มีส่วนประกอบของ Ultra-moisturising complex และวิตามินอี ให้ผิวเนียนนุ่มและมีสุขภาพดี
  • melan recovery เป็นบาล์มบำรุงผิวสูตรเข้มข้น ช่วยปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูบำรุงอย่างล้ำลึก มีส่วนประกอบที่สำคัญอย่าง Ectoin,Rhodosorus marinus extract, Squalane, Bisabolol, Vitamin B3, Shea butter และ Prebiotic defense ที่ช่วยปรับสมดุลผิวให้แข็งแรง
  • fast skin repair ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างอ่อนโยน ช่วยปกป้องและลดการระคายเคืองของผิว เหมาะสำหรับผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่าย

จะเห็นได้ว่า มีวิธีการรักษาสิวให้เลือกมากมายในปัจจุบัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรเลือกวิธีที่เหมาะกับลักษณะสิวของแต่ละคน เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ของแต่ละสภาพผิวหน้า และเพื่อการรักษาที่ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ นอกจากอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรแล้ว จำเป็นต้องมีการดูแลสภาพผิวในขณะที่เป็นสิวอย่างถูกต้องร่วมด้วย รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีแนวโน้มทำให้เกิดสิวในระยะยาวตามมา

 

ใส่ความเห็น

Your email address will not be published.