เจาะลึกปัญหา “ริ้วรอยบนใบหน้า” สัญญาณความชราของผิว

ริ้วรอยเป็นปัญหาผิวที่มักจะมาพร้อมกับวัยที่มากขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความแก่ของผิวที่เสื่อมสภาพลงตามวัย อีกทั้งริ้วรอยยังเป็นปัญหาผิวที่ยากต่อการรักษาเมื่อเทียบกับปัญหาผิวอื่น ๆ เพราะว่าปัญหาริ้วรอยเป็นปัญหาผิวที่เกิดกับโครงสร้างผิวระดับลึก เปลี่ยนเสมือนการที่โครงสร้างบ้านหรืออาคารชำรุด แน่นอนว่าจะต้องใช้เวลาและสรรพกำลังมากมายกว่าจะกอบกู้ให้กลับมาแข็งแรงได้เหมือนเดิม การป้องกันก่อนเกิดริ้วรอยจึงง่ายกว่าการแก้ไขรักษา เราลองมาทำความรู้จักกับปัญหาริ้วรอยกันให้มากขึ้นดีกว่าเพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันและรักษาไม่ให้ใบหน้าของเรามีริ้วรอยและหย่อยคล้อยก่อนวัย

ปัญหาริ้วรอยคืออะไร

ริ้วรอย (wrinkle) เป็นปัญหาความเหี่ยวย่นของผิวที่ทำให้เกิดความหย่อนคล้อยไม่ยกกระชับ จึงทำให้เกิดเป็นเส้นริ้วตามจุดต่าง ๆ บนใบหน้าไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยร่องแก้มหรือที่เรียกติดปากกันว่าร่องน้ำหมาก ริ้วรอยใต้ตา รอยตีนกา ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หัวคิ้ว และบริเวณลำคอ ซึ่งปัญหาริ้วรอยเป็นปัญหาผิวที่จะฟื้นฟูให้ผิวกลับมาเรียบเนียนได้อีกครั้งนั้นยากมาก หลาย ๆ คนต้องกลบพรางด้วยรองพื้นหรือคอนซีลเลอร์หนา ๆ แต่ระหว่างวันก็จะตกร่องเห็นเป็นคราบขาว ทางออกที่ง่ายและไวที่หลาย ๆ คนเลือกจึงเป็นการเดินเข้าคลินิกใช้หัตถการทางการแพทย์จำพวกร้อยไหม ฉีดโบท็อกซ์ ฉีดฟิลเลอร์ เลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจน รวมไปถึงใช้คลื่นความถี่ต่ำ เช่น เทอร์มาจ (Thermage) อัลเทอร่า (Ulthera) ไฮฟู (HIFU) ทั้งนี้ก็เพราะการฟื้นฟูด้วยสกินแคร์หรือครีมบำรุงผิวนั้นเห็นผลช้าต้องอาศัยระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน

กลไกของการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า

ริ้วรอยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนใบหน้าของเรานั้นเป็นผลจากความหย่อนคล้อยของผิวที่ไม่กระชับ ซึ่งเราจำเป็นจะต้องเข้าใจถึงโครงสร้างของชั้นผิวเพื่อที่จะทำความเข้าใจปัญหาริ้วรอย เพราะริ้วรอยเกิดจากโครงสร้างผิวระดับลึก โดยชั้นผิวของเราแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ ชั้นหนังกำพร้า (epidermis) และชั้นหนังแท้ (dermis) ซึ่งภายในชั้นหนังแท้นี้เองที่จะประกอบด้วยโครงสร้างสำคัญของเซลล์ ลักษณะเป็นเนื้อเยื้อเกี่ยวพันที่ช่วยพยุงผิวชั้นหนังกำพร้าให้ได้รูป องค์ประกอบสำคัญของผิวชั้นหนังแท้ก็คือคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างค้ำจุนเซลล์ผิวของเรา โดยคอลลาเจนจะพยุงผิวให้ยกกระชับเต่งตึง อีลาสตินจะเป็นโครงสร้างที่ยึดจับกับคอลลาเจนช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว ทำให้ผิวหดตัวและโค้งงอได้ ส่วนกรดไฮยาลูโรนิกจะกักเก็บน้ำให้ผิวชุ่มชื้นฉ่ำน้ำไม่เหี่ยวย่น

 ทั้งนี้ ปัญหาริ้วรอยบนผิวเกิดมาจากองค์ประกอบต่าง ๆ ในชั้นหนังแท้อันได้แก่คอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิกเสื่อมสภาพและถูกทำลายจนลดน้อยลง ทำให้โครงสร้างที่คอยค้ำจุนผิวอ่อนแอ เซลล์ผิวจึงขาดน้ำ หย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น และไม่ยกกระชับทำให้เกิดริ้วรอยล่องลึกขึ้น ซึ่งหากเราเปรียบเทียบกับผิวของเด็กที่เต่งตึงและชุ่มชื้นกว่าผิวของคนมีอายุก็เพราะว่าผิวของเด็กนั้นยังมีคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิคอยู่จำนวนมากกว่า อีกทั้งยังมีการผลิตสร้างทดแทนออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่พออายุมากเข้าคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิคก็จะค่อย ๆ ลดลงจากความเสื่อมของร่างกาย อีกทั้งยังมีการผลิตทดแทนได้น้อยลง ดังนั้นเมื่อมีอัตราการเสื่อมมากกว่าการสร้างใหม่จึงทำให้ผิวเริ่มหย่อนคล้อยไม่ยกกระชับ ผิวหนังชั้นแรกจึงยุบตัวทรุดลงจนเกิดเป็นร่องลึกริ้วรอยเหี่ยวย่นขึ้น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวเกิดปัญหาริ้วรอย

ดังได้กล่าวไปแล้วว่าริ้วรอยบนใบหน้าของเรานั้นเป็นผลมาจากเนื้อเยื้อเกี่ยวพันอย่างคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิคในผิวชั้นหนังแท้ถูกทำลายหรือเสื่อมสภาพลง โดยสาเหตุที่ทำให้เนื้อเยื้อเกี่ยวพันเหล่านี้เสื่อมสภาพและถูกทำลายนั้นจำแนกออกเป็น 2 ประเภท

  • ปัจจัยภายใน

ปัจจัยจากภายในร่างกาย เช่น อายุ กรรมพันธุ์ รวมไปถึงความผิดปกติของฮอร์โมน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เซลล์ผิวสังเคราะห์คอลลาเจนน้อยลง โดยในสภาวปกติผิวชั้นหนังแท้จะมีเซลล์ไฟโบรบลาสท์ (Fiberblast) ที่คอยทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิค ซึ่งบริเวณเยื้อหุ้มเซลล์ไฟโบรบลาสท์จะมีตัวรับโมเลกุลแบบจำเพาะที่จะจับกับโมเลกุลของสารชีวเคมีแล้วผลิตคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิคออกมา นอกจากนั้นในเซลล์ไฟโบรบลาสท์ก็จะมี MMPs เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยคอลลาเจน และเอนไซม์ TIMPs ที่ทำหน้าที่ยับยั้งเอนไซม์ MMPs ซึ่งในวัยหนุ่มสาว เอนไซม์ MMPs จะต่ำ เอนไซม์ TIMPs จะสูงทำให้คอลลานเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวไม่ถูกทำลายและผลิตออกมาได้ต่อเนื่อง แต่หากเซลล์ไฟโบรบลาสท์เกิดเสื่อมลงตามวัยนั้นปริมาณ MMPs จะค่อนข้างสูงแต่ TIMPs จะต่ำ ส่งผลให้เนื้อเยื้อเกี่ยวพันต่าง ๆ ลดน้อยลง อีกทั้งยังถูกทำลายให้แตกตัวและกลายชิ้นส่วนเล็ก ๆ มากขึ้น ทำให้ผิวชั้นหนังแท้บางลงจนไม่สามารถคงรูปเป็นโครงสร้างของผิวเอาไว้ได้ ผิวก็จะหย่อนคล้อยไม่ยกกระชับและเกิดริ้วรอยร่องลึกตามมา

ความผิดปกติของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดริ้วรอย เอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิงหรือฮอร์โมนที่แสดงความสาวมีน้ำมีนวล ผิวเนียนเรียบ ยกกระชับ และเต่งตึง โดยฮอร์โมนเอสโตรดเจนจะเพิ่มการสร้าง transforming growth factor beta (TGF- β) ที่จะไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ไฟโบรบลาสท์ช่วยเพิ่มปริมาณของคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นหนังแท้ ดังนั้น ผู้หญิงวัยทองหมดประจำเดือน คนที่ผ่าตัดรังไข่ หรือคนที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนผิดปกติจะทำให้ผิวเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย และเกิดริ้วรอยได้ง่าย

นอกจากนั้นการรับประทานน้ำตาลในปริมาณมากก็ทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนเกิดปฏิกิริยาไกลเคชั่นกับโปรตีนเกิดเป็นสาร AGE (advanced glycation end product) โปรตีนหรือกรดอะมิโนต่าง ๆ ในร่างกายจึงถูกทำลาย ซึ่งแน่นอนว่าโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินที่มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบก็ถูกทำลายลงด้วย ทำให้ผิวหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยตามมา

  • ปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายนอกที่ทำให้ผิวของเราเสื่อมสภาพและผลิตคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิคน้อยลงนั้นหลัก ๆ เลยก็คือรังสียูวีจากแสงแดด เพราะรังสียูวีจะกระตุ้นเอนไซม์ MMPs ซึ่งเป็นเอนไซม์ทำลายคอลลาเจนให้หลั่งออกมามากขึ้น กลไกก็คือเมื่อผิวโดนรังสียูวีจะกระตุ้นตัวรับบนผิวเซลล์ไฟโบรบลาสท์ทำให้ แอคติเวทโปรตีนวัน หรือ AP-1 เพิ่มมากขึ้น โดย AP-1 จะไปกระตุ้นปริมาณของเอนไซม์ MMPs ให้เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้คอลลาเจนถูกทำลายและผลิตออกมาได้น้อยลง

นอกจากปัจจัยของแสงแดดและรังสียูวีแล้วารอนุมูลอิสระต่าง ๆ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของริ้วรอย โดยอนุมูลอิสระนั้นก็จะมาจากมลภาวะและสิ่งแวดล้อม เช่น สารเคมี PM 2.5 ยาฆ่าแมลง รวมไปถึงในอาหารการกินต่าง ๆ ของเรา นอกจากนั้นอนุมูลอิสระยังถูกผลิตออกมาได้เองจากการที่ร่างกายเกิดความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือแม้กระทั่งการถูกแสงแดดและรังสียูวีก็ทำให้ร่างกายเกิดอนุมูลอิสระได้เช่นกัน ซึ่งอนุมูลอิสระนี้จะไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสท์ให้หลั่ง AP-1 แล้วไปกระตุ้นให้เอนไซม์ MMPs เพิ่มขึ้น คอลลาเจนก็จะถูกทำลายและสร้างใหม่ได้น้อยลง ไม่เพียงเท่านั้นอนุมูลอิสระยังทำให้เกิด DNA damage ทำให้เซลล์ผิวตายจนผลิตคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิค

การป้องกันและรักษาริ้วรอย

ปัญหาริ้วรอยเกิดจากโครงสร้างเนื้อเยื้อเกี่ยวพันของผิวอย่างคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิคถูกทำลาย วิธีการที่เราจะหยุดริ้วรอยให้ได้ผลก็คือป้องกันไม่ให้เนื้อเยื้อเกี่ยวพันเหล่านี้ถูกทำลายด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้

  1. ทาครีมกันแดด

การทาครีมกันแดดจะช่วยปกป้องโครงสร้างผิวของเราไม่ให้ถูกรังสียูวีทำร้าย ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่เหมาะกับสภาพผิว และควรเป็นกันแดดที่มีประสิทธิภาพป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB คือมีทั้งค่า SPF และค่า PA อยู่ในระดับสูง โดยต้องทาอย่างน้อย 1 กรัม เทียบประมาณ 1 ช้อนชา หรือปริมาณ 2 นิ้วมือ  ถึงจะได้ประสิทธิภาพตรงตามที่ระบุไว้บนฉลากข้างผลิตภัณฑ์ และควรหมั่นทาซ้ำระหว่างวันทุก 2-3 ชั่วโมง

  1. ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ

การป้องกันอนุมูลอิสระนั้นทำได้ 2 วิธี คือ การป้องกันจากภายนอกและภายใน โดยจากภายนอกนั้นเราสามารถใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี สารสกัดจากชาเขียว เป็นต้น ส่วนการป้องกันจากภายในก็ได้จากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะพืชผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังควรหมั่นออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายสุขภาพดีแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก

  1. เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

การที่ผิวชุ่มชื้นจะทำให้ผิวยกกระชับคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิคก็จะไม่ถูกทำลาย ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมเต็มและกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิวอย่างมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ผลิตภัณฑ์ที่ส่วนผสมของน้ำมันสกัดจากธรรมชาติ อโรเวร่า รวมไปถึงสารสกัดจากกรดไฮยาลูโรนิคก็จะช่วยให้ผิวฉ่ำน้ำยกกระชับเต่งตึง ป้องกันการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้

  1. เติมเต็มคอลลาเจนให้กับผิว

เมื่อคอลลาเจนใต้ผิวถูกทำลายและผลิตออกมาได้น้อยลงเราก็สามารถเติมเข้าไปทดแทนได้ทั้งจากการทาผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน หรือจากการรับประทานคอลลาเจนเสริมไม่ว่าจะเป็นจากธรรมชาติที่พบในปลาทะเท กระดูก และหนังสัตว์ หรือจะรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพวกคอลลาเจนไฮโดรไลซ์ที่มีทั้งผงแบบชงผสมอาหาร แบบอัดเม็ด หรือแบบแคปซูลก็มีให้เลือกหลากหลายมากในท้องตลาดปัจจุบัน

  1. ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของอนุพันธ์วิตามินเอ

งานวิจัยยืนยันว่าอนุพันธ์วิตามินเอหรือเรตินอยด์ (retinoid) สามารถยับยั้งการทำงานของ AP-1 และ MMPs จึงช่วยลดการสูญเสียคอลลาเจน พร้อมกระตุ้นให้เซลล์ผิวสังเคราะห์คอลลาเจนและอีลาสตินทดแทนออกมามากขึ้น ส่งผลให้ผิวยืดหยุ่นยกกระชับ ริ้วรอยเก่าก็จะค่อย ๆ ตื้นขึ้น ริ้วรอยใหม่ก็จะไม่เกิด

  1. หัตถการทางการแพทย์

หัตถการทางกายแพทย์เป็นวิธีการรักษาริ้วรอยที่รวดเร็วแต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งยังต้องเจ็บตัวและเสี่ยงกับผลข้างเคียงที่อาจตามมาได้ โดยปัจจุบันหัตถการที่ได้รับความนิยมก็จะเป็นการรอยไหม การผ่าตัดดึงผิว ฉีดโบท็อกซ์ ฉีดฟิลเลอร์ รวมไปถึงการปลูกถ่ายไขมัน

  1. การทำ laser resurfacing

เป็นการทำเลเซอร์ยิงลงไปทำลายพันธะของเซลล์ผิวหนังจนเกิดรอยลอกเป็นจุดเล็ก ๆ ตื้น ๆ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เซลล์ผิวสร้างและซ่อมแซมตัวเองขึ้นมาใหม่ พร้อมกระตุ้นให้ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง

  1. การใช้คลื่นความถี่วิทยุ

เป็นการใช้คลื่นวิทยุส่งพลังงานลงไปยังชั้นใต้ผิวเพื่อกระตุ้นให้คอลลาเจนและอีลาสตินยืดหยุ่นและยกกระชับ และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวยกกระชับขึ้น ริ้วรอยต่าง ๆ ตื้นขึ้น

เป็นอย่างไรกันบ้างกับสาระดี ๆ เกี่ยวกับปัญหาริ้วรอยที่เรานำมาฝาก มาถึงบรรทัดนี้เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงมีความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาริ้วรอยมากขึ้นกันแล้ว การจะมีผิวหน้าที่อ่อนกว่าวัยไร้ริ้วรอยนั้นจำเป็นจะต้องชะลอความเสื่อมของคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิคใต้ชั้นผิวด้วยการดูแลสุขภาพกายและผิวพรรณแบบองค์รวมตั้งแต่ภายในสู่ภายนอก เพื่อให้ผิวของเราแข็งแรงสุขภาพดียกกระชับไม่หย่อนคล้อยและห่างไกลจากริ้วรอย

ใส่ความเห็น

<