รู้จักแนวเคลือบผิว (Skin Barrier) เพื่อผิวแข็งแรงแบบไม่มีอะไรมากั้น

“ผิวระคายเคือง แพ้ง่ายกว่าปกติ สิวและริ้วรอยก่อนวัย ผิวแห้งกร้าน หน้าดูหมองคล้ำไม่สดใส” ปัญหาผิวที่มาเป็นแพจเกจแบบนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากส่วนที่เรียกกันว่า “แนวเคลือบผิว” (skin barrier)ถูกรบกวน ทำให้อ่อนแอได้ง่าย และส่งผลให้เกิดปัญหาผิวอื่นๆตามมามากมาย และแน่นอนว่าการที่แนวเคลือบผิวที่เป็นเหมือนเกราะปกป้องผิวไม่แข็งแรงนั้น เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุและปัจจัยอื่นๆมากระตุ้น ทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกเนื่องจากมลภาวะต่างๆ เป็นต้น เพื่อผิวดูสดใส และมีสุขภาพดี วันนี้ถึงเวลาที่เราจะมาทำความรู้จักกับแนวเคลือบผิว(skin barrier) กันมากขึ้นถึงความสำคัญและแนวทางในการปกป้องรักษา เพื่อการดูแลเอาใจใส่ผิวอย่างถูกวิธี แก้ปัญหาอย่างตรงจุด ให้ผิวแข็งแรง  เนียนใส แบบไม่มีอะไรมากั้น

แนวเคลือบผิว (Skin Barrier) คืออะไร

“แนวเคลือบผิว” (Skin barrier ) อยู่บนผิวหนังชั้นนอกสุด (Epidermis) เป็นเหมือนกำแพงหรือเกราะปราการของผิวที่สร้างขึ้นมาจากเซลล์ผิวหนัง เพื่อช่วยป้องกันบรรดาสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่ร่างกาย โดยมีไขมันและมอยส์เจอร์ไรเซอร์เคลือบชั้นผิวและยึดเซลล์ผิวหนังให้เกราะกันอย่างแข็งแรง เพื่อเป็นการกักเก็บความชุ่มชื้นไม่ให้หายไปจากชั้นผิว แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากไม่มีเกราะป้องกันผิวหรือแนวเคลือบผิวถูกทำลายจนอ่อนแอ ก็จะทำให้เกิดช่องว่างขึ้นระหว่างชั้นผิว ทำให้เก็บความชุ่มชื้นไว้ไม่ได้ เป็นการเปิดช่องทางให้สิ่งสกปรก เชื้อโรค เชื้อแบคทีเรียเข้ามาทำร้ายผิวได้ง่ายขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาผิวแห้ง ขาดน้ำ แดง มีผื่น คัน แพ้ง่าย ดังนั้น ถ้าจะกล่าวไปแล้วแนวเคลือบผิว(Skin barrier )หรือเกราะป้องกันผิว ทำหน้าที่เป็นเหมือนนักรบบนชั้นผิวหนังที่คอยทำหน้าที่ปกป้องผิวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆตามมานั่นเอง

แนวเคลือบผิว (Skin Barrier) สำคัญต่อผิวอย่างไร

หากแนวเคลือบผิว (Skin Barrier) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง ส่งผลให้ผิวไม่แข็งแรง และเกิดปัญหาผิวมากมายตามมานับไม่ถ้วน ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าแนวเคลือบผิวนั้น มีความสำคัญต่อสุขภาพผิวของเราอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

  • เป็นด่านคัดกรองสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่ชั้นผิว เช่น ฝุ่นควัน แบคทีเรีย หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสารอันตราย
  • ช่วยเช็คเชื้อโรคที่ไม่รู้จักแล้วทำการกำจัดทิ้งไป ก่อนที่จะส่งผลให้เกิดอาการแพ้ที่ผิว และด้วยความที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ส่งผลให้แบคทีเรียหรือเชื้อโรคต่างๆไม่สามารถเกาะอยู่ที่ผิวของเราได้
  • ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำหน้าที่เป็น Antioxidant ที่ช่วยลดความตึงเครียดของผิวจากสารอนุมูลอิสระที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ทำให้ผิวดูมีอายุ นอกจากนั้นยังสามารถป้องกันริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย
  • มีระบบภูมิคุ้มกันที่คอยดักตรวจจับสารก่อภูมิแพ้ ที่จะเข้ามากระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองของผิว
  • ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด และช่วยเสริมครีมกันแดดที่ทาอยู่ เพื่อเป็นการลดสารเมลานินที่ทำให้เกิดฝ้ากระ จุดด่างดำ หรือเกิดความหมองคล้ำของผิว

แนวเคลือบผิว (Skin Barrier) ทำให้ผิวสุขภาพดีได้อย่างไร

หากจะกล่าวว่า “แนวเคลือนผิวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” ก็คงไม่ผิดมากนัก เพราะแนวเคลือบผิวมีส่วนทำให้ผิวมีความแข็งแรง และช่วยแก้ปัญหาผิวได้ดังนี้

  • ช่วยลดปัญหาผิวแพ้ง่าย
    หากเกิดปัญหาผิวแพ้ง่าย ให้สันนิษฐานได้เลยว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการที่แนวเคลือบผิวหรือเกราะปกป้องผิวอ่อนแอ ทำให้เชื้อโรค สิ่งสกปรก หรือเชื้อแบคทีเรีย เข้าสู่ผิวได้ง่ายมากขึ้น ทำให้ผิวแห้ง เมื่อทาครีมบำรุงอาจเกิดอาการแพ้และระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ
  • ช่วยปรับสภาพผิวให้สมดุล
    ความชุ่มชื้นเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้แนวเคลือบผิวมีความแข็งแรง ทำให้ผิวมีความสดุล เพราะมีน้ำหล่อเลี้ยงผิวที่เพียงพอ แต่หากผิวอ่อนแอ ความชุ่มชื้นของผิวก็จะหายไป ทำให้ผิวขาดน้ำ เมื่อผิวแห้งลง ต่อมไขมันก็จะผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวมากขึ้น ส่งผลให้หน้าของคนเรามันกว่าเดิม แถมยังเพิ่มโอกาสในการเกิดสิวอุดตันในรูขุมขนได้ด้วย
  • ช่วยลดปัญหาสิว
    หากแนวเคลือบผิวแข็งแรง ไม่มีรอยโหว่ของเซลล์ผิว ทำให้เชื้อโรค สิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรียไม่สามารถเข้าไปรบกวนชั้นผิวภายในได้ ทำให้การรักษาสิวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับผู้ที่เป็นสิวอยู่ก่อนแล้ว ทั้งยังช่วยลดโอกาสการเกิดสิวใหม่ได้ด้วย
  • ทำให้การบำรุงผิวล้ำลึกมากขึ้น
    เพื่อให้ผิวสามารถดูดซับสกินแคร์ประเภทบำรุงได้ดีมากยิ่งขึ้น จำเป็นที่จะต้องมีแนวเคลือบผิวที่แข็งแรง เพื่อผิวที่ดูเปล่งปลั่ง กระชับ อิ่มน้ำ และดูสุขภาพดี

ดังนั้น ถ้าจะว่าไปถ้าหากเรามีแนวเคลือบผิวที่แข็งแรง ก็จะทำให้ผิวของเราถูกรบกวนได้น้อยลง ปัญหาผิวก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย และในทำนองเดียวกันถ้าเกราะป้องกันผิวแข็งแรง ผิวก็จะเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ส่งผลดีต่อสุขภาพผิวดังต่อไปนี้

  • ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น อิ่มน้ำ
  • ช่วยลดปัญหาผิวเรื้อรัง ทั้งผิวแห้ง ผื่นแดง คัน หน้ามัน และเป็นสิวง่าย
  • ผิวแข็งแรง ทำให้ไม่เกิดอาการแพ้ง่ายๆ
  • มีสีผิวที่สม่ำเสมอ
  • ผิวเปล่งปลั่ง สดใส ดูสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ

ปัจจัยที่ทำให้แนวเคลือบผิว (Skin Barrier) ไม่แข็งแรง

แนวเคลือบผิว (Skin Barrier) ไม่แข็งแรง มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายๆอย่าง ดังต่อไปนี้

  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น
    เนื่องด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ต่อมน้ำมันขับน้ำมันออกมาได้น้อยลง ทำให้แนวเคลือบผิวอ่อนแอลงได้
  • สภาพอากาศ
    สภาพอากาศไม่ว่าร้อนหรือหนาวเย็น ล้วนทำให้เกิดการเสียน้ำในผิวได้ทั้งสิ้น ซึ่งนั่นจะส่งผลให้แนวเคลือบผิวอ่อนแอลง
  • การล้างหน้าบ่อยเกินไป
    การล้างหน้าบ่อยจนเกินไป จะทำให้ไขมันที่เคลือบเกราะป้องกันผิวหรือแนวเคลือบผิวหลุดออกไปได้ รวมถึงการทำ AHA การผลัดเซลล์ผิวบ่อยๆ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเซลล์ผิวขึ้น เปิดโอกาสให้เชื้อโรคและฝุ่นละอองเข้าไปสะสมได้มากขึ้นด้วย
  • ดื่มน้ำน้อยจนเกินไป
    ในแต่ละวัน เราเสี่ยงต่อการสูญเสียน้ำในผิวเนื่องด้วยสภาพอากาศหรือลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน และถ้าหากดื่มน้ำน้อยไปก็มีค่าเท่ากับไม่ได้เติมน้ำให้กับผิว ส่งผลทำให้ผิวแห้งกร้านและทำให้แนวเคลือบผิวอ่อนแอลงได้
  • ไม่ทาครีมกันแดด

ถึงแม้ว่าธรรมชาติจะสร้างแนวเคลือบผิว(skin barrier) ให้ช่วยป้องกันแสงแดดในเบื้องต้น แต่การสัมผัสกับแสงแดดที่แรงเป็นเวลานานๆอย่างต่อเนื่องก็สามารถทำร้ายผิวและแนวเคลือบผิวได้ลึกมากกว่าที่คิด

  • การใช้กลุ่มยารักษาสิวเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้มีการบำรุงเพิ่มเติมเพื่อรักษาความชุ่มชื้นควบคู่กันไปด้วย
  • การรับประทานยาบางชนิด เพื่อลดการผลิตน้ำมันของต่อมไขมัน ทำให้ความแข็งแรงของผิวลดลง
  • รูปแบบการใช้ชีวิต
    เช่น ความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การได้รับรังสียูวี การสูบบุหรี่ เป็นต้น

เสริมแนวเคลือบผิว (Skin barrier) ให้แข็งแรงด้วย ผลิตภัรฑ์ จาก mesoestetic

สำหรับท่านที่กำลังมองหาตัวช่วยที่เสริมประสิทธิภาพในการเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ป้องกันแนวเคลือบผิวจากการถูกทำลาย  ha densimatrix ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อเป็นตัวช่วยสำคัญทำให้ผิวหลับมาสดใส มีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง  ด้วยพลังเซรั่มเพื่อการฟื้นบำรุงอย่างล้ำลึก จาก mesoestetic ที่ช่วยทำให้ริ้วรอยแลดูจางลง ทั้งยังให้ผิวดูยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย โดยประกอบด้วยกรดไฮยาลูโรนิกบริสุทธิ์เข้มข้นซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลที่หลากหลายเพื่อการบำรุงและปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เราคัดสรรส่วนผสมเกรดพรีเมี่ยมมารวมไว้ในขวดเดียว ไม่ว่าจะเป็น

  • Mashmallow root extract สารสกัดจากรากของต้นมาร์ชแมลโลว์ ที่มีคุณสมบัติช่วยในการคงอยู่ของกรดไฮยาลูโรนิกได้ยาวนานขึ้น
  • Malachite extract สารสกัดจากหินมาลาไคต์ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยปกป้องการคงอยู่ของคอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติของผิว ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ และริ้วรอยดูจางลง

ha densimatrix เปรียบเหมือน pre-serum ที่ทาก่อนลงครีมหรือสกินแคร์ตัวอื่นๆ ทำให้การดูดซึมเข้าสู่ผิวได้ดีมากยิ่งขึ้น ใช้เพียง 3-4 หยดเท่านั้น โดยให้หยดลงฝ่ามือ แล้ววอร์มเล็กน้อย จากนั้นให้ค่อยๆกดเบาๆให้ทั่วทั้งใบหน้า ยกเว้นผิวรอบดวงตา สามารถใช้ได้ทุกวัน เพื่อสร้างป้อมปราการของผิวให้แข็งแรงขึ้น 

มาต่อกันที่ mesoREPAIR อย่าง proteoglycans ampoule Nourishing with barrier strengthening power  ด้วยเนื้อเซรั่มที่เพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยฟื้นบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก ที่สำคัญมีคุณสมบัติช่วยสร้างเกราะป้องกันผิวได้อีกด้วย ทำให้ผิวแข็งแรง เนียนนุ่ม เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว โดยมีส่วนประกอบสำคัญที่อุดมไปด้วยคุณค่าของอาหารผิวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • Proteoglycans เป็นสารที่เป็นองค์ประกอบภายในผิว ช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้งกร้าน ผิวแพ้ง่ายหรือผิวมีอายุ ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว ทำให้แนวเคลือบผิวแข็งแรงมากยิ่งขึ้น
  • soy isoflavones เป็นสารสกัดจากถั่วเหลือง ที่ช่วยคงความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยปกป้องผิวจากการสูญเสียน้ำ อันเป็นที่มาของผิวแห้งกร้าน ทั้งยังช่วยปลอบประโลมผิวที่ระคายเคืองได้ด้วย
  • วิตามิน C และ F เป็นส่วนผสมสำคัญที่ช่วยฟื้นบำรุงเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง เนียนนุ่ม น่าสัมผัส อุดมด้วยไขมันโอเมก้า 3 และ 6

proteoglycans ampoules

 

ตอบโจทย์มากๆสำหรับampoule by mesoestetic ที่สามารถใช้ได้ทุกวัน เพื่อสร้างเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรงตั้งแต่เซลล์ผิว ทั้งยังสามารถใช้หลังการผลัดเซลล์ผิว การทำเลเซอร์ และหลังออกแดด เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวด้วย

ปกป้องแนวเคลือบผิว (Skin Barrier) ให้แข็งแรงได้อย่างไร

มีวิธีการปกป้องแนวเคลือบผิวให้แข็งแรงขึ้นได้ ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • ทานผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน A, C, E หรือกรดไขมันโอเมก้า 3และ 6
  • ทาครีมกันแดดเป็นประจำ เพื่อป้องกันแนวแคลือบผิวถูกทำลายจากแสงแดด
  • ใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิว โดยเลือกที่มีคุณสมบัติทำให้แนวเคลือบผิวแข็งแรงและแน่นหนาขึ้น ที่มีส่วนผสมของ Ceramide หรือ Hyaluronic Acid เพื่อล็อกความชุ่มชื้นให้อยู่กับผิวได้ตลอดทั้งวัน
  • หลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆที่อาจทำให้เกิดการระคายเคือง เช่นน้ำหอม แอลกอฮอล์ พาราเบน ซิลิโคน รวมถึงสารเคมีอันตราย เช่นปรอท ไฮโดรควิโนน  สเตียรอยด์  เป็นต้น
  • เลี่ยงการทำ AHA หรือการผลัดเซลล์ผิวที่บ่อยจนเกินไป อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและอาจจะทำให้แนวเคลือบผิวหลุดลอกได้
  • เลี่ยงการล้างหน้าบ่อยจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น แนะนำให้ล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้งก็เพียงพอ
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

“แนวเคลือบผิว” (skin barrier) เป็นเกราะที่ช่วยปกป้องผิวจากเชื้อโรคต่างๆไม่ให้เข้าสู่ชั้นผิวได้โดยง่าย แต่ถ้าหากปราการนี้ถูกทำลายลง ย่อมส่งผลให้ผิวอ่อนแอและนำมาซึ่งปัญหาผิวมากมายนับไม่ถ้วนตามมา ซึ่งในการฟื้นฟูสภาพแนวเคลือบผิวนั้น นอกจากการเลือกใช้สกินแคร์ที่เน้นการบำรุงแล้ว ก็ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตร่วมด้วย ก็จะช่วยให้แนวเคลือบผิวแข็งแรงขึ้นและกลับมาทำหน้าที่สำคัญในการปกป้อง ดูแลผิวให้มีสุขภาพดีขึ้นมาได้อีกครั้ง 

 

ใส่ความเห็น