ล้างหน้าอย่างไรให้สะอาด ห่างไกลจากสิว

จุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพผิวที่ดี คือการล้างหน้าด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เนื่องจากผิวหน้า เป็นจุดที่บอบบางมากกว่าผิวบริเวณอื่น การทำความสะอาดอย่างไม่เหมาะสมอาจจะเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่ทำให้ผิวถูกทำร้ายหรือนำไปสู่ปัญหาผิวต่างๆตามมามากมาย ทั้งสิว ริ้วรอย ผิวแพ้ง่าย หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง เป็นต้น ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโครงสร้างของผิวหน้า ความสำคัญของการทำความสะอาดผิวหน้า รวมถึงเคล็ดลับในการล้างหน้าให้สะอาดอย่างถูกต้อง เพื่อผิวที่แข็งแรงสุขภาพดี

โครงสร้างผิวหน้า

โดยทั่วไป ผิวหนังที่ปกคลุมทั่วร่างกายรวมถึงบนใบหน้าของคนเรา ประกอบด้วย ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis), ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมัน (Subcutis)  และยังมีต่อมต่างๆอีกมากมาย เราจะมาทำความรู้จักกับโครงสร้างผิวของคนเราให้ลึกมากขึ้น เพื่อสามารถรับมือกับปัญหาผิวด้วยความเข้าใจ ดังต่อไปนี้

ผิวชั้นหนังกำพร้า

ผิวชั้นหนังกำพร้า เป็นชั้นที่อยู่ด้านนอกสุด เป็นด่านแรกที่ช่วยปกป้องผิวของคนเราจากเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัสและช่วยควบคุมการสูญเสียน้ำ ซึ่งที่ผิวหนังชั้นนี้จะมีอีก 5ชั้นย่อยลงไป ที่มีส่วนช่วยในกระบวนการผลัดเซลล์ผิว (Keratinisation) ได้แก่

  • ชั้น Basal layer หรือ Stratum basale เป็นชั้นที่อยู่ด้านในสุด ที่เซลล์ keratinocyte ถูกผลิตขึ้นมา
  • ชั้น Prickle layer หรือ Stratum spinosum เป็นส่วนที่เซลล์Keratinocyte จะผลิตโปรตีนที่เรียกว่า Keratin ซึ่งจะมีลักษณะเล็กเรียว
  • ชั้น Granular layer หรือ Stratum granulosum เป็นชั้นที่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการผลัดเซลล์ผิว (Keratinisation)
  • ชั้น Clear layer หรือ Stratum lucidium โดยเซลล์ในชั้นนี้จะอัดตัวกันอยู่อย่างหนาแน่น
  • ชั้น Horny layer หรือ Stratum corneum จะมีลักษณะเป็นเซลล์แบนๆ เรียงตัวกันขนานกับผิว เรียกได้ว่าเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ซึ่งจะหลุดลอกออกเป็นขี้ไคลในที่สุด

ในชั้นหนังกำพร้าจะมีน้ำและไลปิด (Hydrolipid film )ซึ่งในส่วนประกอบที่เป็นน้ำนี้จะมีกรดต่างๆตามธรรมชาติของร่างกายอยู่ด้วย เช่นกรดแลคติก กรดไขมัน กรดอะมิโน ทำให้ผิวของคนเรามีค่าความเป็นกรดอ่อนๆอยู่ที่ pH 5.4-5.9 ซึ่งสามารถช่วยปกป้องผิวจากแบคทีเรีย ช่วยในกระบวนการสร้างเกราะปกป้องผิว ช่วยกระตุ้นการหลุดลอกของขี้ไคลและช่วยให้เซลล์ผิวเกิดการซ่อมแซมตัวเองเมื่อเซลล์ได้รับความเสียหาย เป็นต้น

ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis)

ลักษณะของผิวชั้นหนังแท้คือมีความหนาและมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งประกอบด้วย 2ชั้นย่อย ได้แก่

  • The lower layer (stratum reticulare) เป็นชั้นที่อยู่ลึกสุดและมีความหนา
  • The upper layer (stratum papillare) เป็นชั้นที่กั้นอยู่ระหว่างชั้นหนังกำพร้า

ในผิวชั้นหนังแท้มีส่วนประกอบของคอลลาเจนและอีลาสติน เนื้อเยื่อที่ให้ความแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ มีเส้นใยที่มีสารลักษณะคล้ายเจล(hyaluronic acid) มีความสามารถในการจับน้ำได้ดี ทั้งยังช่วยรักษาปริมาตรของผิวเอาไว้ได้อีกด้วย แต่เนื่องด้วยหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น อายุที่เพิ่มมากขึ้น  แสงแดด การเปลี่ยนแปลงของระดับอุณหภูมิ ทำให้ระดับคอลลาเจนและอีลาสตินลดลง และทำให้ความสามารถในการกักเก็บน้ำของไฮยาลูรอนลดลงด้วย ทำให้เกิดปัญหาผิวตามมา ไม่ว่าจะเป็นผิวขาดความกระชับ ไม่ยืดหยุ่น แห้งกร้าน และเกิดริ้วรอย

ผิวหนังชั้นไขมัน (Subcutis)

ในชั้นในสุดของผิวหนัง จะเป็นชั้นไขมัน ซึ่งประกอบด้วย

  • เซลล์ไขมัน (adipocytes & special collagen fibers) 
  • โปรตีนคอลลาเจนและหลอดเลือดต่างๆ ทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์กักเก็บพลังงาน เป็นส่วนกันกระแทกให้กับอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย

บทบาทการทำงานของระบบผิวหนัง
ผิวหนังของคนเรา มีระบบการทำงานที่สอดรับกับการทำงานของระบบต่างๆของร่างกาย โดยมีหน้าที่เฉพาะ ดังต่อไปนี้

  • เป็นด่านแรกที่ช่วยป้องกันอันตรายจากภายนอก รวมถึงความร้อน เย็นของอากาศ รังสีต่างๆ รวมถึงการระเหยของน้ำในผิว
  • โดยปกติผิวของคนเราจะมีสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ(natural moisturising factors (NMFa) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของน้ำมัน ความเป็นกรดอ่อนๆของผิวและยูเรีย ซึ่งเมื่อรวมกับน้ำในผิว จะทำให้ผิวมีความอ่อนนุ่มชุ่มชื้น ยืดหยุ่น กระชับ แต่ถ้าหากระบบต่างๆบกพร่อง ก็จะทำให้ผิวแห้งกร้าน ผิวหนังลอกเป็นขุย และเมื่อผิวมีการสัมผัสกับแสงยูวีเป็นเวลานาน จะมีการผลิตเม็ดสีเมลานินที่เพิ่มมากขึ้น จนอาจเกิดเป็นฝ้า กระ จุดด่างดำขึ้นได้
  • ชั้นผิวหนังกำพร้าที่อยู่บนสุด ทำหน้าที่ในการปกป้องผิวจากแรงกดดัน แรงลมและการขีดข่วน และนอกจากนั้นในชั้นไขมัน ยังทำหน้าที่กันแรงกระแทกที่อาจจะเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อ เส้นเอ็นหรือกล้ามเนื้อไม่ให้มีการฉีกขาดได้ง่ายอีกด้วย
  • ที่ผิวหนังจะมีความเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งสภาวะเช่นนี้จะช่วยปกป้องผิวจากสารประกอบเคมีที่มีลักษณะเป็นด่างได้
  • ในส่วนที่เรียกว่า Horny layer ที่อยู่ชั้นบนสุดของหนังกำพร้า จะทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการรักษาความสมดุลของภาวะความเป็นกรดอ่อนๆที่ผิว ช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
  • ผิวหนังของคนเราสามารถฟื้นฟูและซ่อมแซมตนเองได้เมื่อเกิดบาดแผลหรือการบาดเจ็บ

ในทางกลับกัน เมื่อผิวถูกทำร้ายหรือถูกรบกวน ก็จะทำให้เกิดการสูญเสียความชุ่มชื้น หยาบกร้าน ขาดความยืดหยุ่น ไม่กระชับ ทำให้ผิวแพ้ง่าย ไวต่อปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด มลภาวะ รวมถึงเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้เอง พื้นฐานแรกของการดูแลและปกป้องผิวให้มีสุขภาพดีก็คือการล้างทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธีนั่นเอง

ความสำคัญของการล้างหน้า

ในแต่ละวัน ผิวหน้าของคนเราต้องเผชิญกับสภาวะหลายอย่าง ทั้งฝุ่น ควัน มลพิษ มลภาวะและสิ่งสกปรกรอบด้าน รวมถึงเซลล์ผิวที่ตายแล้ว คราบของเครื่องสำอางที่ติดอยู่ตามรูขุมขน เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผิวหน้าจะต้องได้รับการดูแลทำความสะอาดเป็นอย่างดีทุกวัน ก่อนที่สิ่งสกปรกต่างๆจะเข้าไปอุดตันมากขึ้นและก่อให้เกิดปัญหาผิวมากมายตามมา

ข้อควรรู้ในการล้างหน้าให้สะอาด

เป็นความจริงที่ว่าพื้นฐานหน้าที่ดีมาจากการทำความสะอาดหน้าอย่างถูกต้องเป็นประจำทุกวัน ซึ่งมีข้อควรคำนึงถึงดังต่อไปนี้

  • เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าให้เหมาะกับสภาพผิว

เนื่องจากผิวของคนเรามีสภาพที่แตกต่างกัน ทั้งผิวมัน ผิวแห้ง ผิวผสม รวมถึงผิวที่แพ้ง่าย ดังนั้น เพื่อให้การล้างหน้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรให้ความใส่ใจและพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับผิวหน้า โดยมีหลักการสำคัญดังต่อไปนี้

  • ผิวมัน
    ผู้ที่มีผิวมัน มักมีปัญหาเรื่องรูขุมขนกว้างร่วมด้วย ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า ที่ช่วยควบคุมและระงับความมันบนใบหน้า เน้นทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึกถึงรูขุมขนที่ไม่แรงจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้หน้าแห้งจนเสียสมดุลของผิวตามธรรมชาติ ทั้งยังจะไปกระตุ้นต่อมไขมัน ให้มีการผลิตน้ำมันออกมาเพิ่มมากขึ้นเพื่อเคลือบผิว ทำให้หน้ามันมากขึ้นกว่าเดิม และถ้าหากน้ำมันไปรวมกับเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรกทั้งหลายบนใบหน้า อาจทำให้เกิดการอุดตันในรูขุมขน จนทำให้เกิดเป็นสิวขึ้นได้
  • ผิวแห้ง
    สำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่สามารถทำความสะอาดได้อย่างหมดจดแต่ไม่ทำให้หน้าแห้งตึงหลังล้าง โดยให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฟองแบบบางเบา เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีฟองมากจะมีสารลดแรงตึงผิวมาก ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย จะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น เกิดการระคายเคือง จนถึงผิวลอกแดงได้ และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว
  • ผิวผสม
    ผู้ที่มีผิวผสม จะมีลักษณะของผิวมันและผิวแห้งผสมกัน ซึ่งในทุกวันนี้มีผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่ถูกผลิตมาเพื่อผิวผสมโดยเฉพาะ
  • ผิวแพ้ง่าย
    แท้จริงแล้ว ผิวแพ้ง่าย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสภาพผิว ดั้งนั้นให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของสารอันตรายที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์ น้ำหอม สี หรือสารเคมีอื่นๆ และต้องได้รับการทดสอบแล้วว่าอ่อนโยนต่อผิวอย่างแท้จริง
  • ล้างเครื่องสำอางให้สะอาดก่อนล้างหน้าเสมอ
    เนื่องจากเครื่องสำอางมีส่วนผสมของสารเคมีต่างๆที่อาจรบกวนทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง นอกจากนั้นโดยส่วนใหญ่มักมีเนื้อสัมผัสที่ข้นเหนียวและกันน้ำเพื่อให้ติดทนนาน ดังนั้นการล้างเครื่องสำอางด้วยน้ำเปล่า โฟมหรือเจลล้างหน้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเช็ดหรือล้างเครื่องสำอางออกให้หมดก่อนแล้วจึงล้างทำความสะอาดหน้าได้ตามปกติ เพื่อช่วยป้องกันการอุดตันในรูขุมขน ทำให้เกิดสิวและเกิดการระคายเคืองของผิวตามมา
  • ล้างหน้าด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
    วิธีการล้างหน้าที่ถูกต้อง ทำให้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในการชะล้างทำความสะอาดมากขึ้น โดยให้ชโลมหน้าด้วยน้ำเปล่า จากนั้นจึงบีบผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นโฟมหรือเจลใส่ฝ่ามือ แล้วถูให้เนื้อผลิตภัณฑ์แตกตัวเข้ากับน้ำ ให้ล้างหน้าตามแนวขน ค่อยๆนวดเบาๆไปบนผิวประมาณ 15-20 วินาที ไม่ขัดหรือถูหน้าแรงๆ เพื่อที่จะสามารถชะล้างไขมัน คราบสกปรกต่างๆและคราบเครื่องสำอางที่หลงเหลืออยู่ให้หลุดออกได้โดยง่าย แล้วให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดเป็นลำดับสุดท้าย
  • อย่าใช้น้ำอุ่นหรือน้ำเย็นเกินไปในการล้างหน้า
    การใช้น้ำที่มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไปในการล้างหน้า จะเพิ่มโอกาสทำให้ผิวขาดความสมดุล เช่นน้ำอุ่นจะไปชะล้างไขมันตามธรรมชาติที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวออกไป เกิดปัญหาผิวลอก แห้ง เป็นขุย ผิวบาง แสบร้อนตามมา โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง ส่วนน้ำเย็น ไม่แนะนำให้นำมาล้างหน้าแบบต่อเนื่องเป็นกิจวัตรเพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ดังนั้นควรใช้น้ำอุณหภูมิปกติล้างหน้าจะเหมาะสมกว่า
  • ไม่ควรปล่อยให้หน้าแห้งไปเอง
    หลังจากการล้างหน้า ไม่ควรปล่อยให้หน้าแห้งเองตามธรรมชาติ เนื่องจากหยดน้ำที่อยู่บนผิวอาจระเหยขึ้นไปในอากาศพร้อมทั้งดึงน้ำในชั้นผิวของคนเราออกไปด้วย จึงทำให้หน้าแห้งมากกว่าปกติ ดังนั้นเพื่อปกป้องผิวและป้องกันปัญหาผิวต่างๆที่จะตามมา หลังล้างหน้าควรรีบหาผ้าสะอาดหรือกระดาษซับหน้ามาซับเบาๆให้ทั่วผิว
  • ไม่ควรล้างหน้าบ่อยจนเกินไป
    การล้างหน้าบ่อยจนเกินความจำเป็น อาจทำให้ผิวแห้งและเป็นการกระตุ้นให้หน้ามันมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อหน้าแห้งจนเกินไป ผิวหนังจะผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวมากขึ้น อาจนำไปสู่การอุดตันในรุมขนและทำให้เกิดสิวขึ้นได้
  • ควรใช้โทนเนอร์หลังล้างหน้า
    คุณสมบัติพิเศษของโทนเนอร์คือช่วยในการปรับสมดุลและกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวหลังการล้างหน้า และนอกจากนั้นในโทนเนอร์บางชนิดยังมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดผิวได้อีกขั้น หรือมีสารบำรุงที่ช่วยปกป้องและปลอบประโลมผิวได้อีกด้วย
  • ทาสกินแคร์หรือครีมบำรุงทันทีหลังล้างหน้า
    หลังจากที่ทำความสะอาดหน้าและซับผิวให้แห้งแล้ว ควรบำรุงผิวต่อเนื่องทันที เพราะหลังล้างหน้าเป็นช่วงเวลาที่ผิวหน้าสามารถดูดซึมสารบำรุงได้อย่างเต็มที่
  • ควรมีการผลัดเซลล์ผิวทุกสัปดาห์
    การผลัดเซลล์ผิว เป็นการกำจัดเซลล์ผิวเก่าเพื่อกระตุ้นการเกิดเซลล์ผิวใหม่ที่จะช่วยทำให้หน้ากระจ่างใสมากขึ้น โดยให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สครับผิวที่ปลอดภัย ไม่มีสารอันตรายที่ทำร้ายผิว ระมัดระวังที่จะไม่ขัดผิวแรงจนเกินไป เพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองและเกิดแผลได้ ให้ทำการผลัดเซลล์ผิวประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ในกรณีที่มีปัญหาผิวที่เกี่ยวข้องกับโรคผิวหนัง เช่นเป็นสิว เป็นแผล หรือโรคผิวหนังอักเสบ ควรงดการสครับผิวในช่วงเวลานี้ หรือปรึกษาแพทย์ผิวหนังถึงวิธีการทำความสะอาดผิวหน้าด้วยวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัย
  • ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดผิวที่ได้มาตรฐาน
    ในทุกวันนี้ มีเทคโนโลยีที่ถูกผลิตคิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดล้ำลึกมากขึ้น อย่างเช่นแปรงล้างหน้า แต่มีข้อควรระวังคือ ให้เลือกใช้สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน ทำจากวัสดุที่ไม่ทำร้ายผิว มีขนแปรงที่อ่อนนุ่ม ทำความสะอาดได้หมดจด โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองของผิว ซึ่งโดยทั่วไปขนาดของขนแปรงจะเป็นตัวกำหนดจุดที่จะทำความสะอาด อย่างเช่น ขนแปรงที่มีขนาดใหญ่ จะใช้ทำความสะอาดสิ่งสกปรกในบริเวณทีโซน ร่องแก้มและร่องจมูก ส่วนขนแปรงขนาดเล็ก มักใช้ทำความสะอาดผิวหน้า ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพได้อย่างอ่อนโยน โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก แก้มและคอ และแปรงแบบที่มีปุ่มนวดหน้าแบบลูกคลื่น จะใช้ในการนวดเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ช่วยขจัดของเสียออกจากเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวหน้าดูกระชับขึ้น เป็นต้น รวมถึงในส่วนของสำลี ควรเลือกใช้สำลีที่มีความละเอียด ไม่หยาบกร้าน ไม่บาดผิวและไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง

เพราะการล้างหน้าเป็นเรื่องสำคัญ meoestetic จึงได้ผลิตคิดค้น purifying mousse  ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าเนื้อมูส สูตรพิเศษสำหรับคนหน้ามันและมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย มีคุณสมบัติในการช่วยขจัดความมันส่วนเกินรวมถึงสิ่งสกปรกต่างๆที่ตกค้างอยู่บนผิว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว ผิวหมองคล้ำ โดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึงหลังล้าง แต่ให้ความรู้สึกนุ่ม ชุ่มชื้น สบายผิว โดยมีส่วนประกอบสำคัญอย่าง

  • Chlorhexidine ที่ช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย
  • Salicylic acid ช่วยขจัดความมันส่วนเกินพร้อมผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออก ลดการอุดตันของผิว
  • Lactic acid ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดการอุดตันของผิว ลดต้นเหตุของการเกิดสิว
  • postbiotic เป็นส่วนประกอบที่ได้จากการหมักบ่มจุลินทรีย์ที่มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลของจุลินทรีย์บนผิว  ทำให้เกราะปกป้องผิวแข็งแรง มีสุขภาพดี ทั้งยังช่วยลดการระคายเคืองได้
  • Anti-pollution ช่วยปกป้องผิวจากสารแอนติออกซิแดนท์ เช่น ฝุ่น ควัน มลภาวะต่างๆที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย
  • Menthol ช่วยให้ผิวสดชื่น ผ่อนคลาย
  • Urea ช่วยลดการระคายเคือง ให้ความชุ่มชื้นและให้ผิวเนียนนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ

“ล้างหน้าผิดชีวิตเปลี่ยน” คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำความสะอาดผิวหน้า ซึ่งนับได้ว่าเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานของการมีผิวที่สดใสสุขภาพดีก่อนที่จะบำรุงผิวในขั้นตอนต่อไป เพราะนอกจากจะทำให้ผิวสะอาดหมดจด ลดโอกาสในการเกิดสิวแล้ว ยังทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้นได้ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องมาพร้อมกับการดูแลตนเองในด้านอื่นๆควบคู่กันทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ เรียกได้ว่าเริ่มต้นอย่างถูกต้องและเข้าใจก็เป็นต้นทุนที่ดีของการมีผิวสวยได้แล้ว