ค่า SPF และค่า PA ในครีมกันแดด คืออะไร ต้องเลือกอย่างไรให้เหมาะสม - mesoestetic | เซรั่ม แอมพูล

ค่า SPF และค่า PA ในครีมกันแดด คืออะไร ต้องเลือกอย่างไรให้เหมาะสม

เคยสงสัยไหมว่า ค่า SPF และค่า PA ในครีมกันแดดที่เราซื้อมาใช้กันคืออะไร มีความหมายว่าอย่างไร สามารถป้องกันแสงแดดได้จริงหรือไม่  เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้คำตอบ เพื่อที่จะได้เลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่ตอบโจทย์กับตัวเองมากที่สุด

ไม่ว่าจะฤดูไหน แดดประเทศไทยก็ร้อนแรงไม่เคยแผ่ว แสงแดดเป็นตัวการทำร้ายผิวเรามากที่สุด ทำให้เกิดริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำ บางคนถึงขั้นถูกแสงแดดทำลายผิวหนังจนผิวหยาบกร้าน แลดูแก่กว่าวัยเลย วันนี้เรามีข้อมูลดีๆสำหรับการเลือกผลิตภัณฑ์กันแดด และข้อมูลสำคัญของค่า SPF และค่า PA ที่เราควรรู้มาฝากกันค่ะ

รังสี UV ทำร้ายผิวเราอย่างไร

เพราะแสงแดดเป็นตัวการทำร้ายผิวเรามากที่สุด ทั้งริ้วรอย ฝ้า กระ ไหนจะผิวคล้ำเสียที่สาวๆไม่อยากให้เกิดขึ้นแน่นอน เจ้าวายร้ายจากแสงแดดก็ดันมีมากถึง 3 ประเภทอีก มาดูตัวการที่ทำให้ผิวเราคล้ำเสียกันเลยค่ะ

  • รังสี UVA มีความยาวคลื่น 320 – 400 นาโนมิเตอร์ ถือว่าเป็นรังสีที่รุนแรงมาก สามารถทะลุผ่านกระจกได้ และซึมผ่านผิวหนังชั้นหนังแท้ได้มากกว่ารังสี UVB รังสีจะไปกดภูมิต้านทานในผิวหนังทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง แถมยังทำให้ผิวมีริ้วรอย เหี่ยวย่น มีจุดด่างดำ หากไม่ทาครีมกันแดด นอกจากจะทำให้ผิวหมองคล้ำแล้ว ยังทำให้ดูแก่กว่าวัยด้วย
  • รังสี UVB มีความยาวคลื่น 290 – 320 นาโนมิเตอร์ สามารถเข้าถึงชั้นหนังกำพร้าและทำลายผิวได้ทันที เป็นสาเหตุที่เวลาเราโดนแสงแดดแล้วจะเกิดอาการแสบคัน ผิวหนังแห้ง ผิวไหม้แดด แต่ก็ยังมีความรุนแรงน้อยกว่ารังสี UVA และไม่สามารถทะลุผ่านกระจกได้
  • รังสี UVC อาจจะไม่ค่อยมีใครรู้จักรังสีตัวนี้ เพราะมีช่วงความถี่ต่ำ ไม่สามารถผ่านเข้ามายังชั้นบรรยากาศของโลกได้ จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกันเท่าไหร่

ค่า SPF คืออะไร

แน่นอนว่าแดดแรงขนาดนี้ หลายคนก็มักจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารกันแดดมาใช้กัน และในผลิตภัณฑ์นั้นจะต้องมีค่า SPF สูงๆ เพื่อการันตีการป้องกันแสงแดดให้กับเราได้ แต่จะรู้ไหมว่าความหมายจริงๆของค่า SPF นั้นคืออะไรกันแน่

SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor คือค่าประสิทธิภาพของครีมกันแดดในการป้องกันรังสี UVB ว่าสามารถปกป้องผิวของเราได้นานเท่าไหร่ สามารถคำนวณได้ดังนี้

ปกติแล้วผิวหนังของเราจะสามารถทนแดดได้เฉลี่ย 15 นาที หากเกินไปกว่านี้ผิวหนังจะแดงหรือไหม้ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยความแรงของแสงแดดด้วย หากเราทากันแดดที่มีค่า SPF 30 หมายถึงผิวเราจะสามารถทนแดดได้เป็นเวลา 15*30 = 450 นาที หรือประมาณ 7 ชั่วโมงกว่าๆ

ปัจจุบันค่า SPF มากสุดจะอยู่ที่ 50 ยิ่งค่า SPF มาก ระยะเวลาของผิวหนังที่สามารถทนแสงแดดได้ก็จะมากขึ้น แต่ยิ่งประสิทธิภาพสูงนั่นหมายถึงว่า อาจมีส่วนผสมของสารออกฤทธิ์สำคัญที่ทำให้แพ้ได้ง่าย ดังนั้นการเลือกปริมาณที่พอดี แล้วหมั่นทาบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เลือกค่า SPF อย่างไรให้เหมาะกับผิวตัวเอง

วิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่เลือกค่า SPF ให้เหมาะสม แต่หากจะให้ได้ประสิทธิภาพการป้องกันแสงแดดสูงสุดจะต้องทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ครีมเสื่อมสภาพตามการเวลา เช่น เหงื่อ น้ำและมลภาวะต่างๆในร่างกาย

ค่า SPF ไม่จำเป็นต้องสูง

อย่าลืมว่าเราจะต้องทาครีมซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อที่จะสามารถกันแดดได้จริง ส่วนครีมสามารถเลือกตามลักษณะของสีผิวได้เลย

  • ผิวไหม้แดดง่าย แต่เปลี่ยนเป็นสีแทนยาก ใช้ค่า SPF20-30 (Ultra High)
  • ผิวไหม้แดดง่าย และอาจมีสีแทนได้บ้างนิดหน่อย ใช้ค่า SPF12-20 (Very High)
  • ผิวไหม้แดดปานกลาง จะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแทน ใช้ค่า SPF8-12 (High)
  • ผิวไหม้แดดได้น้อย ผิวจะสามารถเปลี่ยนเป็นสีแทนได้เสมอ ใช้ค่า SPF4-8 (Moderate)
  • ผิวไม่แดดยากมาก แต่เปลี่ยนเป็นผิวสีแทนง่าย ใช้ค่า SPF2-4 (Minimal)

เลือกตามสีผิว

  • ผิวขาวอมชมพู ผิวแบบนี้บอบบางมาก เกิดผิวไหม้แดดได้เร็ว ควรใช้ SPF30–45
  • ผิวขาวอมเหลือง ผิวแบบนี้มีเม็ดสีเมลานินอยู่ปานกลาง จึงทนต่อแดดได้บ้าง ควรใช้ SPF30
  • ผิวคล้ำหรือสีน้ำผึ้ง ผิวแบบนี้มีเม็ดสีเมลานินค่อนข้างสูง แต่มีประโยชน์เพราะเกิดผิวไหม้แดดน้อยกว่า ใช้ SPF15 ก็เพียงพอแล้ว

แต่ถ้าใครมีผิวขาวโอโม่แบบสาวยุโรป แนะนำให้ใช้ SPF50 ขึ้นไป ส่วนใครที่มีปัญหาฝ้า กระ หรือเป็นคนผิวไวต่อแดด ผิวหมองคล้ำได้ง่าย ก็อาจใช้ SPF ที่สูงขึ้นจากที่แนะนำได้เลยค่ะ

โดยปกติผิวของเราจะรับมือกับแสงแดดโดยปราศจากกันแดดได้ประมาณ 15-30 นาที ครีมที่เราเห็นกันทั่วไปจะมีค่า SPF อยู่ที่ 15, 30, 50

ค่า SPF15

ในการป้องกันแสงแดดจะดูดซับรังสี UV ประมาณ 93 % ค่า SPF15 จะปล่อยให้ผิวถูกทำร้ายไปเพียงแค่ 7% เหมาะกับการใช้ในประจำวัน หากไม่ได้ออกไปข้างนอกบ่อย หรือโดนแสงแดดน้อยกว่า 20 นาที ระดับนี้ถือว่าเหมาะที่สุด

ค่า SPF30

ดูดซับรังสี UV ได้ประมาณ 97% ให้การปกป้องแสงแดดที่ดียิ่งขึ้นกว่าค่า SPF15 และได้รับความนิยมสูง เหมาะกับการออกไปข้างนอกตอนกลางวัน โดนแดดแบบไม่จัดมาก ผลิตภัณฑ์กันแดดทั่วไปก็นิยมใช้ค่า SPF ระดับนี้

ค่า SPF50

เป็นระดับที่สูงที่สุดของค่า SPF ดูดซับรังสี UV ได้ประมาณ 98% เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้เวลาค่อนข้างมากในการอยู่กลางแจ้ง เพราะมีเปอร์เซ็นต์การปกป้องแสงแดดที่มากกว่า

ค่า PA คืออะไร ทำไมต้องมีเครื่องหมายบวก

PA ย่อมาจาก Protection Grade of UVA คือค่าประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ปัจจุบันค่า PA สูงสุดอยู่ที่ ++++ ยิ่งมีเครื่องหมายบวกมาก ก็จะแสดงถึงจำนวนในการปกป้องผิวที่สูงขึ้น

PA+ หมายถึงเมื่อทาครีมกันแดดแล้วจะสามารถปกป้องผิวจากรังสี UVA ได้ถึง 2 เท่า ถึงแม้ว่าจะเป็นการป้องกันระดับน้อย แต่ก็เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่ทำกิจกรรมในอาคาร ตึก หรือบ้านที่ไม่ต้องเจอแสงแดด เช่น พนักงานออฟฟิศ ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

PA++ สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVA ได้ถึง 4 เท่า โดยจะอยู่ในระดับปานกลาง เหมาะกับผู้ที่ต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง มีการโดนแสงแดดบ้าง แต่ก็เป็นแสงแดดที่ไม่รุนแรงนัก

PA+++ มีความสามารถปกป้องผิวจากรังสี UVA ได้ถึง 8 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงมาก เป็นค่า PA ที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ เหมาะกับกลุ่มคนที่จำเป็นต้องออกไปในสถานที่ที่มีแดดแรงจัด หรือต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดทั้งวัน เช่น ทะเล สามารถเลือกใช้เป็น SPF 50 PA+++ ขึ้นไปได้เลย

ทำความรู้จักกับครีมกันแดด

หนึ่งในไอเทมการบำรุงผิวที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ครีมกันแดด เป็นผลิตภัณฑ์ทาผิวที่ช่วยป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสี UV ที่มาจากแสงแดด เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังและสร้างเม็ดสีเมลานินทำให้ผิวคล้ำเสียได้ สารในผลิตภัณฑ์กันแดดจะช่วยป้องกันรังสีเหล่านี้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ดูดซับรังสีไวโอเลต ปกป้องผิวหนัง หรือสะท้อนแสง UV กลับไป

การทาผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดจึงเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันอย่างมาก ต่อให้อยู่ในที่ร่ม รังสี UV ก็สามารถส่องมาถึงเราได้อย่างง่ายดาย ผลิตภัณฑ์กันแดดมีหลายรูปแบบให้เราได้เลือกซื้อ อย่างเช่น ครีม สเปรย์ โลชั่น เป็นต้น

ครีมกันแดดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  • Physical Sunscreen หรือกันแดดแบบกายภาพ (สะท้อนรังสี) ผลิตภัณฑ์กันแดดแบบกายภาพจะมีหน้าที่สะท้อนรังสี UVA ออกจากผิวหนัง ซึ่งกันได้ทั้งรังสี UVA และรังสี UVB รวมถึงรังสีอินฟราเรดด้วย แต่ครีมแบบนี้มีเนื้อครีมที่ค่อนข้างหนัก ทาแล้วอาจทำให้ผิวดูขาววอก จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่
  • Chemical Sunscreen หรือกันแดดแบบออกฤทธิ์ทางเคมี (ดูดซับรังสี) กันแดดประเภทนี้จะมีวิธีการปกป้องผิวของเราโดยจะไปรวมกับส่วนประกอบของผิวหนังชั้นนอกสุด ทำหน้าที่ดูดซับรังสีไว้ในชั้นนี้ เพื่อไม่ให้รังสีเข้าไปทำร้ายผิว มีให้เลือกหลากหลายเลย ซึ่งบางตัวปกป้องได้เฉพาะรังสี UVB ก่อนซื้อเราจะต้องดูก่อนว่าสามารถปกป้องได้ทั้งรังสี UVA และรังสี UVB หรือไม่

วิธีเลือกใช้ครีมกันแดดที่เหมาะสมกับตัวเอง

  1. มี SPF และ PA ที่เหมาะสมกับตัวเอง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังบางคนเคยบอกไว้ว่า ความสามารถป้องกันแสงแดดของ SPF ระดับต่ำสุดกับ SPF ระดับสูงสุด สามารถป้องกัน UVB ได้ไม่ต่างกันเลย เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ต้องมาทาครีมซ้ำทุกๆ 2-4 ชั่วโมงอยู่ดี เพราะฉะนั้นอะไรที่มากไปก็ใช่ว่าจะดี ครีมกันแดดก็เช่นกัน ต้องเลือกให้เหมาะสมกับตัวเองสำหรับการทำกิจกรรมในแต่ละวัน เพราะหากค่า SPF มากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ สำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย

  1. เลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว

แน่นอนว่าสภาพผิวของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป มีทั้งผิวแห้ง ผิวมัน หากเลือกไม่ดีก็อาจจะทำให้ครีมไปอุดตันรูขุมขน จนเกิดสิวและเชื้อแบคทีเรียได้

  • สำหรับคนที่มีผิวค่อนข้างมัน หรือเป็นสิว ต้องเลือกใช้ครีมกันแดดที่เป็นเนื้อโลชั่นหรือเจล เพราะจะทำให้ไม่เหนียวเหนอะหนะจนเกินไป
  • สำหรับคนที่มีผิวแห้ง ควรเลือกใช้ครีมชนิดเนื้อครีม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว
  1. เลือกครีมที่มีส่วนช่วยในการป้องกันรังสี NIR

หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับรังสี UVA และ UVB ไปแล้ว ก็ยังมีรังสีอีกตัวหนึ่งในแสงแดดที่เป็นอันตรายมากๆเลยก็คือ NIR หรือที่เรียกว่า รังสีอินฟราเรด ซึ่งส่งผลเสียต่อผิวของเรามากๆ ทำให้ผิวหมองคล้ำ มีริ้วรอยเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นได้ง่าย แถมรังสีตัวนี้ยังไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย

  1. เลือกครีมกันแดดจากคุณสมบัติอื่นๆ

            ผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่า SPF และค่า PA เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติอื่นๆด้วย เช่น กันน้ำ กันเหงื่อ เพราะในความเป็นจริง ความสามารถในการป้องกันผิวจากแสงแดดอาจจะน้อยกว่าที่คำนวณไว้ได้ เนื่องจากปัจจัยหลักในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การเสียดสีจนครีมที่ทาจางลง อยู่ท่ามกลางแสงแดดมากๆทำให้เหงื่อออก ครีมละลายไปกับเหงื่อ และไม่ได้มีการทาครีมเพิ่มเติมผิวก็สามารถถูกทำร้ายได้

  • ป้องกันน้ำ เลือกผลิตภัณฑ์กันแดดแบบ Water-proof
  • ป้องกันเหงื่อ ละอองน้ำ เลือกผลิตภัณฑ์กันแดดแบบ Water-resistant

หลังจากนี้ก็ไม่ต้องยืนงงในดงครีมกันแดดอีกแล้ว นอกจากจะต้องเลือกค่า SPF และ PA ให้เหมาะสมกับตัวเองแล้ว ยังต้องดูส่วนผสมอื่นๆประกอบด้วย หากเป็นไปได้ไม่ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้ผิวแพ้ได้ง่าย การทาครีมเพื่อปกป้องแสงแดดที่ดี ควรทาซ้ำทุกๆ 2-4 ชั่วโมง เพราะหากเราเหงื่อออกหรือโดนน้ำ ครีมที่เราทาไว้ก็จะค่อยๆลดประสิทธิภาพลง สรุปง่ายๆเลยก็คือ ไม่มีครีมตัวไหนที่สามารถปกป้องแสงแดดได้ 100% หากอยากให้เกิดประสิทธิภาพที่แท้จริงก็จะต้องหมั่นทาบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงแสงแดดดีที่สุดค่ะ

ใส่ความเห็น

Your email address will not be published.