ฟื้นบำรุงผิวให้แข็งแรงพร้อมจบทุกปัญหาผิวด้วยเซรั่มต้านอนุมูลอิสระและไฮยาเซรั่ม - mesoestetic | เซรั่ม แอมพูล

ฟื้นบำรุงผิวให้แข็งแรงพร้อมจบทุกปัญหาผิวด้วยเซรั่มต้านอนุมูลอิสระและไฮยาเซรั่ม

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาผิวก็คือมลภาวะและสารเคมี ซึ่งในแต่ละวันนั้นเราแทบจะหลีกเลี่ยงมลภาวะและสารเคมีไม่ได้เลย เพราะตั้งแต่ที่เราตื่นนอนจนก้าวขาออกจากบ้านมลภาวะและสารเคมีต่าง ๆ ก็จ่อรอเราอยู่ในทุก ๆ อณู ไม่ว่าจะในน้ำที่เราใช้อาบใช้ล้างหน้า ในอาหารที่เรารับประทาน ในสกินแคร์ เครื่องสำอางหรือเมคอัพที่เราใช้ ไปจนถึงแสงและรังสียูวี ไหนจะมลพิษฝุ่นควันต่าง ๆ ในอากาศที่เราต้องออกไปพบเจอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมาทำลายเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ทำให้ผิวของเราอ่อนแอเกิดเป็นอนุมูลอิสระขึ้นมา ส่งผลให้ผิวขาดความชุ่มชื้นและก่อให้เกิดปัญหาผิวต่าง ๆ ตามมา ซึ่งวันนี้เรามีเคล็ดลับดี ๆ เกี่ยวกับการฟื้นบำรุงเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงมาฝาก พร้อมกับแนะนำผลิตภัณฑ์ดี ๆ ที่จะช่วยกู้ผิวของคุณให้กลับมาแข็งแรงและสุขภาพดีขึ้นได้อีกครั้ง

ความสำคัญของเกราะป้องกันผิว

เราทราบกันดีว่าผิวหนังของเราจะแบ่งออกเป็นชั้น ๆ โดยผิวชั้นบนสุดจะเป็นชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ซึ่งภายในชั้นหนังกำพร้าก็จะแบ่งย่อยออกอีก 2 ชั้น คือ ชั้นเซลล์ผิวด้านใน (epidermal cell) และชั้นเซลล์ผิวด้านนอก (stratum corneum) ซึ่งบริเวณชั้นเซลล์ผิวด้านนอกนี้เองจะมีเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) เคลือบอยู่ กล่าวง่าย ๆ ก็คือเกราะป้องกันผิวคือส่วนที่อยู่บนสุดของผิวหนัง เป็นเสมือนปราการด่านแรกของชั้นผิว

เกราะป้องกันผิวประกอบด้วยเซลล์ผิวที่เรียงตัวกันเป็นชั้น ๆ คล้ยกับก้อนอิฐ โดยจะมีไขมัน  (lipids barriers) เป็นตัวประสานเชื่อเซลล์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันและยังเป็นชั้นบาง ๆ เปรียบเสมือนปูเคลือบฉาบเซลล์ผิวด้านบนเอาไว้ ซึ่งตัวชั้นไขมัน (Hydrolipid film) จะประกอบไปด้วยสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ หรือ NMF (Natural Moisturizing Factor) เช่น เซราไมด์ คอลเลสเตอรอล กรดอะมิโน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยหน้าที่ของมันก็คือช่วยเป็นเกราะป้องกันสิ่งสกปรก มลภาวะ และปัจจัยที่จะเข้ามาทำร้ายผิว ได้แก่

  • ช่วยยั้บยั้งการสะสมของแบคทีเรียไม่ดีที่อาจจะทำให้เกิดสิว เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ ไม่สามารถทำให้เชื้อโรคและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้
  • ช่วยกรองสารเคมีและสิ่งสกปรกไม่ให้หลุดรอดผ่านเข้าไปยังชั้นเซลล์ผิว
  • ป้องกันสารก่อภูมิแพ้ที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิว
  • ช่วยลดการสูญเสียน้ำทำให้ผิวชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน
  • เป็นปราการด่านแรกช่วยปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำร้ายจากแสงแดด รังสียูวี และสารอนุมูลอิสระ

ปัจจัยที่ทำร้ายเกราะป้องกันผิว

แม้ว่าเกราะป้องกันผิวจะเป็นปราการป้องกันผิวไม่ให้ถูกทำร้าย แต่ตัวมันเองก็สามารถเสื่อมสภาพและถูกทำลายลงได้เช่นเดียวกัน โดยปัจจัยที่จะมาทำร้ายเกราะป้องกันผิวของเรานั้นจำแนกได้ ดังนี้

  • อายุและวัยที่เพิ่มขึ้น สภาพเซลล์ของเราจะเสื่อมลงเมื่อวัยที่เพิ่มขึ้น คอลลาเจนใต้ชั้นผิวก็จะเสื่อมสภาพ ผิวจะขาดน้ำ ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาน้อยลง ทำให้ไม่มีไขมันและน้ำเพียงพอที่จะขึ้นมาเป็นเกราะป้องกันผิว
  • แสงแดดและรังสียูวี ความร้อนจากแสงแดดจะทำให้เกราะป้องกันผิวเสื่อมสภาพ และยังไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอหรือถูกทำลาย
  • สภาพอากาศและมลภาวะในอากาศ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกราะป้องกันผผิวเสื่อมสภาพ ยิ่งอากาศแห้งฝุ่นควันเยอะ ๆ ส่งผลให้ผิวสูญเสียน้ำ เกราะปกป้องผิวจะถูกทำลายเพราะขาดความชุ่มชื้น
  • เครื่องสำอางและสกินแคร์บางชนิดโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โฟมล้างหน้าจะขจัดเกราะป้องกันผิวให้หลุดออก หรืออาจจะทำปฏิกิริยายั้บยั้งไขมันจนทำให้หน้าแห้งและสูญเสียเกราะป้องกันผิวลงได้

ปัญหาที่เกิดขึ้นหากเกราะป้องกันผิวไม่แข็งแรง

อย่างที่กล่าวไปว่าเกราะป้องกันผิวเป็นเสมือนปราการปกป้องผิวของเราให้แข็งแรงสุขภาพดี หากเกราะป้องกันผิวของเราแข็งแรงผิวของเราก็จะแข็งแรงขึ้นตาม แต่ถ้าหากเกราะป้องกันผิวของเราอ่อนแอหรือถูกทำลายเซลล์ผิวของเราก็จะอ่อนแอลงซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาผิวสารพัดแบบ

  • ผิวของเราก็จะบอบบางระคายเคืองได้ง่าย เพราะไม่มีเกราะคอยดักจับสารก่อภูมิแพ้และมลภาวะ ทำให้ผิวไวต่อการแพ้
  • ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ในชั้นผิวได้ ทำให้ผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับ ผลที่ตามมาก็คือเกิดเป็นริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย
  • ผิวแห้งลอกเป็นขุย เพราะการสูญเสียเกราะป้องกันผิวจะทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นจนแตกเป็นขุย ทำให้ผิวอักเสบแสบแดงตามมาได้
  • ผิวจะมันขึ้น เนื่องจากเกราะป้องกันผิวมีไขมันเป็นส่วนประกอบหลัก พอถูกทำลายผิวก็จะแห้งและพยายามผลิตน้ำมันออกมาทดแทนมากขึ้น ทำให้ผิวมันได้ง่ายซึ่งเสี่ยงที่จะอุดตันตามรูขุมขนจนหมักหมมเป็นสิวขึ้นมาได้
  • ผิวที่เกราะป้องกันผิวอ่อนแอจะเป็นสิวง่าย เพราะค่า PH ของผิวจะเปลี่ยนไป ทำให้แบคทีเรียต้นเหตุของการเกิดสิวเจริญเติบโตได้ดี และจะเข้าอุดตันตามรูขุมขนจนเกิดเป็นสิวอักเสบขึ้น
  • ผิวที่เกราะป้องกันผิวอ่อนแอจะไวต่อแสง ผิวหน้าก็จะบางขึ้น เมื่อโดนแสงแดดและรังสียูวีก็จะหมองคล้ำง่าย โอกาสที่จะเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำก็มากขึ้นตาม

การดูแลเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง

  1. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีค่า PH เหมาะสมกับผิวประมาณที่ 5.5 ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้หน้าแห้งตึงหรือใช้แล้วเกิดเสียงเอี๊ยด เพราะอาจจะไปทำลายเกราะป้องกันผิวให้เสื่อมลงได้
  2. ไม่ควรสครับผิวบ่อยเกินไป เพราะการสครับผิวนอกจากจะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วและสิ่งสกปรกให้หลุดออกไปแล้วยังทำให้เกราะป้องกันผิวหลุดออกไปได้เช่นเดียวกัน ทางที่ดีควรสครับผิวสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
  3. ทาครีมกันแดดอยู่เป็นประจำเพื่อปกป้องผิวและเกราะป้องกันผิวไม่ให้ถูกแสงแดดและรังสียูวีทำร้าย
  4. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพราะจะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นฉ่ำน้ำ และควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะพืชผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยให้ผิวแข็งแรงยั้บยั้งการเสื่อมของเกราะป้องกันผิวได้
  5. ใช้สกินแคร์หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยเติมเต็มและกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิว

สกินแคร์ที่ช่วยดูแลและเสริมเกราะป้องกันผิว

การใช้สกินแคร์หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นวิธีหนึ่งในการฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรงและช่วยลดการสูญเสียเกราะป้องกันผิว โดยเราควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมเต็มและกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิวซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเซรั่มและมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ทั้งนี้ เราควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดอะมิโน ไฮยาลูลอนิกแอซิด เซราไมด์ และสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี วิตามินอี น้ำมันสกัดจากธรรมชาติ ซึ่งสารสกัดเหล่านี้ถือว่าเป็นสารในกลุ่ม Active Ingredients ที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูและเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง

ความแตกต่างระหว่างเซรั่มกับเอสเซนส์

ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่ตอบโจทย์การฟื้นฟูดูแลเกราะป้องกันผิวตัวหนึ่งที่เราจะขาดไม่ได้ถ้าอยากมีผิวแข็งแรงนั่นก็คือเซรั่มและเอสเซนส์ เพราะเป็นสกินแคร์เนื้อสูตรน้ำบางเบาซึมซามได้ง่าย ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นฉ่ำน้ำได้ทันที ซึ่งเซรั่ม เอสเซนส์ต่างกันยังไงนั้นหลัก ๆ ดังนี้

เอสเซนส์ (Essence)

ลักษณะของเนื้อของเอสเซนส์จะมีลักษณะเป็นน้ำใส ๆ (Water Base) ที่เรามักจะคุ้นเคยกันดีในชื่อน้ำตบผิว ส่วนผสมจะไม่เข้มข้นเท่ากับเซรั่ม เหมาะสำหรับคนผิวมัน เพราะใช้แล้วจะไม่เหนอะหนะผิว เวลาที่ใช้จะลงเป็นสกินแคร์ตัวแรก ๆ ก่อนลงครีมบำรุงตัวอื่น ๆ ตามมา

เซรั่ม (Serum)

เซรั่มจะมีความข้นและหนืดกว่าเอสเซนส์ เพราะเน้นส่วนผสมที่มีน้ำมันเป็นหลัก (Oil Based) เนื้อบางเบาเช่นเดียวกับเอสเซนส์ เวลาใช้ก็จะลงเป็นลำดับแรก ๆ ก่อนลงครีมบำรุงตัวอื่น ๆ เซรั่มจะเหมาะกับคนที่ผิวแห้งเพราะจะคงความชุ่มชื้นได้นานกว่าเอสเซนส์

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเอสเซนส์หรือเซรั่มก็มีคุณสมบัติไม่แตกต่างกัน บางเบาและตรงเข้าบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึกได้เช่นเดียวกัน บางแบรนด์ผลิตออกมาทั้งสองแบบ บางแบรนด์เลือกผลิตเฉพาะเอสเซนส์หรือเซรั่มอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคอย่างเราแล้วว่าชอบเนื้อผลิตภัณฑ์แบบไหน ถ้าชอบเนื้อแบบน้ำแนะนำให้ใช้เอสเซนส์ แต่ถ้าชอบเนื้อข้น ๆ ชุ่ม ๆ หน่อยก็ต้องเซรั่ม หรือจะใช้ร่วมกันทั้งสองเลยก็ไม่ได้มีข้อห้ามแต่อย่างใด แต่วันนี้เราจะขอมาแนะนำผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเซรั่ม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ดี ๆ 2 ชนิด ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของเกราะป้องกันผิว

ฟื้นบำรุงและเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงด้วยสารต้านและอนุมูลอิสระและไฮยาลูลอน

ผลิตภัณฑ์เซรั่มที่เรานำมาฝากในวันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิวช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง ซึ่งเป็นเซรั่ม 2 ตัวจากแบรนด์ Mesoestetic แบรนด์เวชสำอางชื่อดังระดับโลกที่การันตีคุณภาพมานานกว่า 30 ปี

aox ferulic

เซรั่มเข้มข้นสูตรช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาผิวและการแพ้ระคายเคือง ที่สำคัญยังทำร้ายเกราะป้องกันผิวให้อ่อนแอส่งผลให้ผิวไม่กระชับ เกิดริ้วรอยและจุดด่างดำได้ง่าย เซรั่มตัวนี้ประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ประกอบไปด้วย Ferulic acid 0.5% ช่วยให้ผิวแลดูยืดหยุ่นและอ่อนเยาว์ Vitamin C 15% ช่วยป้องกันผิวคลํ้าเสียจากรังสียูวีและลดเลือนความหมองคล้ำปรับสภาพผิวให้กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนั้นยังมี Protech cell complex 1.5% ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินอีที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยพร้อมทั้งปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ ให้ผิวแข็งแรงขึ้น

ha densimatrix

เซรั่มที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิกเข้มข้นที่ผสานกันมาถึง 4 ชนิด Cross linked HA ช่วยให้ความชุ่มชื้นทันที high molecular weight ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น mean molecular weight ช่วยส่งเสริมความชุ่มชื้นในระดับลึก และ low molecular weight ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นในชั้นผิวที่ลึก นอกจากนั้นยังมี anti-hyaluronidase complex ที่มีประสิทธิภาพยั้บยั้งเอนไซม์ที่ทำลายไฮยาลูลอนนิกแอซิดใต้ชั้นผิว ให้ผิวชุ่มชื้นและเต่งตึงยาวนาน ไม่เพียงเท่านั้นยังมี  Mashmallow root extract ช่วยลดคงสภาพกรดไฮยาลูโรนิกให้ยาวนาน และยังมี Malachite extract สารสกัดจากหินมาลาไคต์ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินให้ยืดหยุ่นแข็งแรง ป้องกันการเกิดริ้วรอยให้ผิวอ่อนเยาว์ขึ้น

aox ferulic

 

 

การเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงถือเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลรักษาผิว ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำร้ายเกราะป้องกันผิวพร้อมกับหาตัวช่วยดี ๆ อย่างเซรั่ม aox ferulic และ ha densimatrix เพื่อช่วยดูแลเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง เพราะเมื่อเกราะป้องกันผิวแข็งแรงก็จะช่วยลดปัญหาผิวอย่างริ้วรอย สิว ความหมองคล้ำ กระ ฝ้า จุดด่างดำ ให้ผิวเรียบเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ใส่ความเห็น

Your email address will not be published.