ไม่อยากหน้าเหี่ยว ถูกเรียกว่าป้า ดูแลผิวหน้าตอนนี้ยังไม่สาย

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น นอกจากปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอยต่างๆที่เกิดขึ้นตามวัยและด้วยปัจจัยภายนอกมากมายที่มาทำร้ายผิวให้หมองคล้ำไม่สดใสแล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความหนักใจให้กับบรรดาหนุ่มๆสาวๆคือ “หน้าเหี่ยว” ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย ที่สำคัญทำให้หน้าดูแก่ก่อนวัยได้อีกต่างหาก หน้าเหี่ยวย่นมีที่มาอย่างไร รักษาได้อย่างไรบ้าง และสามารถป้องกันด้วยวิธีไหน ถ้าไม่อยากให้ใครเรียกป้า ต้องมาเรียนรู้จักวิธีการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อใบหน้าที่อ่อนเยาว์ไร้ริ้วรอยกวนใจ สดใสไปได้อีกนานๆ

อาการของหน้าเหี่ยวย่น

“หน้าเหี่ยว” หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า “หน้าแก่” เป็นลักษณะอาการของผิวที่ขาดความกระชับยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยตามจุดต่างๆบนใบหน้า ทำให้หน้าไม่เต่งตึง แถมยังมีริ้วรอยขึ้นได้โดยง่าย ที่นอกจากจะเกิดขึ้นตามวัยแล้ว ลักษณะการใช้ชีวิต รวมถึงปัจจัยภายนอกต่างๆ เช่น มลพิษ มลภาวะ ฝุ่นควันต่างๆก็ส่งผลให้เกิดปัญหาหน้าเหี่ยวได้  เพราะนอกจากจะไปทำลายเซลล์ผิวภายนอกแล้ว ยังสามารถส่งผลร้ายลงไปถึงระดับโครงสร้างภายในเซลล์ผิวอีกด้วย โดยธรรมชาติ เมื่อคนเราเริ่มมีอายุมากขึ้น คอลลาเจนและอีลาสตินในร่างกายก็จะลดปริมาณลงอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เมื่อมีปัจจัยต่างๆมากระตุ้น ก็จะยิ่งจะทำให้ คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้กว่าเดิม นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น ไม่อิ่มฟู สภาพผิวเป็นรอยเส้น รอยพับลึกลงไปใต้ผิว ย่น มีรอยแตก แต่งหน้าไม่ติด ผิวไม่เรียบเนียน โดยจะเริ่มสังเกตเห็นริ้วรอยเกิดขึ้นตามจุดต่างๆบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็น ร่องแก้ม เส้นบริเวณหน้าผาก หรือตีนกา ผิวหย่อนคล้อย ห้อยลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก ผิวมีความแห้งกร้าน หยาบ และในบางรายมีจุดด่างดำร่วมด้วย

สาเหตุที่ทำให้หน้าเหี่ยว

“หน้าเหี่ยว” เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2  ลักษณะปัจจัย คือปัจจัยภายใน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัย เรื่องอายุที่เพิ่มขึ้น หรือความเครียดและภาวะจิตใจ และปัจจัยภายนอก ที่เกี่ยวข้องกับมลพิษ มลภาวะและลักษณะการใช้ชีวิต ดังต่อไปนี้

  • สาเหตุจากปัจจัยภายใน
    ปัจจัยภายในก็เป็นส่วนสำคัญ ที่สามารถทำให้เกิดภาวะหน้าเหี่ยว หรือดูแก่กว่าวัยได้ โดยเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้
  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น
    นี่เป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ ที่เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์ผิวต่างๆก็ล้วนแต่เสื่อมสภาพลงตามวัย ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้ปริมาณของคอลลาเจนและอีลาสตินลดลงอีกด้วย ทำให้ความยืดหยุ่นของผิวลดลงตามไป  ส่งผลให้ผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ ไม่ยืดหยุ่น ไม่เพียงเท่านั้นกระบวนการผลิตน้ำมันของเซลล์ผิวตามธรรมชาติก็ลดน้อยลง รวมถึงมีการสลายตัวของไขมันในชั้นผิว ทำให้ผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น เนื่องจากผิวไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้ได้  กำแพงที่เคยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวหายไป ทำให้ผิวเหี่ยวย่นและเกิดปัญหาผิวมากมายตามมานับไม่ถ้วน
  • โครงสร้างกระดูกเปลี่ยนไป
    เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกบนใบหน้าจะเกิดการยุบตัวลง โดยเฉพาะบริเวณแก้ม ดังนั้นจึงทำให้เห็นร่องแก้มชัดขึ้น หน้าดูตอบลง ผิวหน้าเริ่มหย่อนคล้อย ทำให้หน้าดูไม่อิ่มเอิบ ดูแก่ขึ้นได้
  • ความเครียด
    ภาวะผิดปกติที่เกิดในจิตใจ ทำให้เกิดความเครียดขึ้น และเมื่อมีภาวะความเครียด ร่างกายของคนเราจะตอบสนองด้วยการหลั่งฮอร์โมนที่มีชื่อว่า “คอร์ติซอล”ออกมา ซึ่งฮอร์โมนดังกล่าวมีชื่อเรียกว่าฮอร์โมนความเครียด ที่ไม่เพียงส่งผลเสียต่อระบบการทำงานของร่างกายโดยรวมและระบบสมองเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดภาวะผิวเครียดได้ด้วย ซึ่งแน่นอนว่า จะนำมาซึ่งริ้วรอย แถมหน้าตายังไม่สดใสอีกด้วย

 

นอกจากปัจจัยภายในแล้ว สิ่งที่เป็นปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้หน้าเหี่ยวได้ง่ายและเร็วขึ้น ก็คือในส่วนของปัจจัยภายนอก ที่จะต้องให้ความใส่ใจ ถ้าไม่อยากให้ผิวเหี่ยวในระยะยาว ดังต่อไปนี้

  • แสงแดด
    แสงแดด ถึงแม้จะเป็นพลังงานความร้อยตามธรรมชาติ แต่การได้รับปริมาณแสงแดดที่มากเกินไปและไม่มีการป้องกัน ก็สามารถทำให้เกิดผิวเหี่ยวและริ้วรอย หน้าหมองคล้ำ จุดด่างดำตามมาได้ เนื่องจากว่าในแสงแดดมีรังสี UVA และ UVB ที่สามารถทำลายเกราะปกป้องผิวให้เสื่อมสภาพลงได้ง่ายๆด้วย และที่ร้ายแรงไปยิ่งกว่านั้นคือมีรังสีอินฟราเรด ที่สามารถทะลุทะลวงเข้าไปทำร้ายผิวได้ในระดับที่ลึกมากขึ้น และถึงแม้ว่าจะไม่ได้ออกไปสัมผัสแสงแดดจ้าโดยตรง แต่รอบตัวของเราก็เต็มไปด้วยแสงที่เป็นพลังงานความร้อน ไม่ว่าจะเป็นแสงจากไฟนีออน แสงจากเตาไฟที่ใช้ประกอบอาหารในบ้าน  และที่มากไปยิ่งกว่านั้นคือแสงที่เรียกว่า Visible LightและBlue Light(แสงบลูไลท์) ที่มาจากจอคอมพิวเตอร์และจอมือถือ ที่เราต้องใช้และได้สัมผัสอยู่ทุกวันนั่นเอง ซึ่งแสงประเภทนี้จะทำลายความยืดหยุ่นของผิว ทั้งยังไปช่วยเร่งให้คอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนังที่มีส่วนประกอบของโปรตีนที่ช่วยทำให้ผิวเต่งตึงและเรียบเนียนนั้นเสื่อมสภาพลงได้เร็วขึ้นอีกด้วย โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่าออกซิเดชั่น ทำให้ผิวหย่อนคล้อย เหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย แห้งกร้าน นอกจากนั้นพลังงานจากแสงทุกประเภทยังไปทำให้กระบวนการผลิตเม็ดสีเมลานินทำงานผิดปกติ เป็นที่มาของหน้าหมองคล้ำ เกิดเป็นฝ้า กระ จุดด่างดำได้โดยง่าย และที่น่ากลัวไปยิ่งกว่านั้น แสงจากรังสีอัลตร้าไวโอเลตยังสามารถเข้าไปเร่งกระบวนการเพิ่มอายุของผิว(Aging Skin Process) ทำให้ผิวเสียความยืดหยุ่นได้ด้วย
  • การล้างหน้าไม่สะอาด
    ในแต่ละวัน ผิวของคนเราต้องเผชิญกับฝุ่น มลภาวะต่างๆรอบตัว รวมถึงครีม เครื่องสำอาง เมคอัพที่ติดหน้าอยู่ยาวนานหลายชั่วโมง ดังนั้น หากไม่มีการล้างหรือทำความสะอาดผิวหน้าด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ก็สามารถทำให้ผิวเหี่ยวและแก่ก่อนวัยได้ในระยะยาว เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ควรหันมาทำความสะอาดผิวโดยเริ่มต้นจากการเช็ดเมคอัพออกก่อนด้วยคลีนซิ่ง จากนั้นให้ทำความสะอาดผิวด้วยคลีนเซอร์ ที่มาในรูปแบบของโฟมล้างหน้า เจล หรือมูสที่เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน เพื่อที่จะสามารถทำความสะอาดในระดับลึก ไม่เกิดการอุดตันในรูขุมขน และไม่ทำให้เกิดปัญหาผิวอื่นๆตามมานั่นเอง
  • มลพิษ มลภาวะต่างๆ
    ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ โลกของเราเต็มไปด้วยมลพิษ มลภาวะ ฝุ่น ควันรอบด้าน รวมถึงฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กอย่าง5 ที่เราต้องเผชิญกันแทบทุกปี ไม่เพียงส่งผลต่อระบบการหายใจเท่านั้น แต่ยังทำให้ผิวอ่อนแอ เกิดริ้วรอยและทำให้หน้าเหี่ยวย่นได้
  • การรับประทานอาหารที่ผิดสัดส่วน
    ทุกวันนี้เป็นโลกแห่งความรีบเร่ง ทุกอย่างในชีวิตต้องแข่งกับเวลา และเพื่อตอบสนองต่อกระแสสังคมที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดร้านอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดมากมาย ที่เปิดให้บริการอาหารแปรรูปที่มีส่วนผสมของแป้ง น้ำตาลในปริมาณที่สูง ซึ่งทำให้คนทุกวันนี้เป็นโรคอ้วนและโรคขาดสารอาหารกันมากขึ้น และไม่เพียงทำให้น้ำตาลในเลือดของเราเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น แต่อาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ยังทำให้เซลล์ผิวของคนเราเกิดการอักเสบขึ้นมาได้ ทั้งยังเป็นการลดปริมาณของคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวลงอีกด้วย ส่งผลให้ผิวเหี่ยวย่นตามมานั่นเอง
  • การขึ้นๆลงๆของน้ำหนัก
    ในประเด็นการขึ้นๆลงๆของน้ำหนักหรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของพฤติกรรมโยโย่เอฟเฟ็ค(Yo-Yo) เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากการที่พยายามจะลดน้ำหนัก ทำให้หลายคนหันไปใช้วิธีที่เป็นทางลัดคือยาลดความอ้วน หรือในบางกรณีก็ออกกำลังกายอย่างหนักจนหักโหม ทำให้ผิวหนังเกิดอาการยืดๆหดๆไปมาแบบต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่ออัตราการยืดหยุ่นของผิวหนังโดยตรง และได้กลายมาเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผิวเหี่ยว ผิวหย่อนคล้อยและทำให้ผิวเกิดรอยแตกลายได้ด้วย
  • ดื่มน้ำน้อย
    น้ำ ถือเป็นองค์ประกอบหลักในร่างกาย ที่ขาดไม่ได้ เพราะนอกจากจะทำให้ระบบอวัยวะและเซลล์ต่างๆในร่างกายทำงานได้เป็นปกติแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อสภาพผิวหน้าด้วย เนื่องจากการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ จะช่วยกระชับผิว และลดริ้วรอยได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ก็จะส่งผลให้ผิวเหี่ยว แห้งกร้าน และมีริ้วรอยเกิดขึ้นได้โดยง่าย
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ
    ในช่วงที่คนเรานอนหลับพักผ่อน เป็นช่วงที่ร่างกายจะได้ซ่อมแซมตนเองในส่วนที่สึกหรอ เมื่อตื่นขึ้นมาทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แต่ในทางกลับกัน หากนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนไม่ตรงเวลา ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูตนเองยิ่งน้อยลง ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย และส่งผลต่อสภาพผิวโดยตรง คือทำให้ผิวไม่สดใส หมองคล้ำ ไม่มีชีวิตชีวา
  • นอนคว่ำหรือนอนตะแคง
    การที่นอนคว่ำหรือนอนตะแคงที่หันหน้าไปในทิศทางเดียวกันตลอดทั้งคืนแบบต่อเนื่องและยาวนาน เป็นการเพิ่มโอกาสที่ให้ผิวหน้าเกิดรอยเหี่ยวย่นได้โดยง่ายและสามารถมองเห็นรอยลึกนั้นชัดเจนขึ้นด้วย นอกจากนั้น ยังส่งผลทำให้คอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวหนัง ทำงานผิดรูปร่างได้ด้วย หากนอนในท่าเช่นนี้นานๆ
  • สูบบุหรี่
    จากผลการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่ สามารถทำให้ปริมาณของวิตามินซีในเลือดลดลงได้ประมาณ 60% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่สูบ เพราะในบุหรี่มีสารที่ทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนได้ไม่ดีนัก ทั้งยังไปทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว ทำให้ผิวเกิดรอยเหี่ยวย่นได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 10-15 ปี โดยเฉพาะริ้วรอยที่เกิดในบริเวณหางตาและเหนือริมฝีปากบน นอกจากนั้นการสูบบุหรี่ ยังทำให้หน้าหมองคล้ำขึ้นได้โดยง่าย เนื่องจากมีสารที่เรียกว่า Carbon Monoxide ในบุหรี่ที่จะเข้าไปแทนที่ออกซิเจนในร่างกาย รวมถึงสารนิโคติน(Nicotine) ที่สามารถเข้าไปทำลายระบบการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวแห้งกร้าน ไม่กระจ่างใส และหมองคล้ำ
  • ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
    อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผิวเหี่ยว คือการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ปาร์ตี้บ่อย เนื่องจากแอลกอฮอล์จะทำให้วิตามินเอ ที่มีส่วนในการต้านอนุมูลอิสระและคอลลาเจนใต้ผิวหนังลดลง ส่งผลให้ผิวขาดความชุ่มชื้น สูญเสียความยืดหยุ่น มีความแห้งกร้าน เกิดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นได้โดยง่าย
  • ใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์
    ยาที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ส่วนใหญ่จะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคเฉพาะทาง เช่นยาแก้หอบหืด ยาแก้โรคไขข้อกระดูก ยาทารอยแผลเป็น รวมถึงยาที่เร่งผิวขาว ที่มีให้เห็นมากมายตามท้องตลาด ซึ่งตัวยาและผลิตภัณฑ์เหล่านี้ สามารถทำให้ผิวหนังบางลง และยังทำให้ปริมาณของคอลลาเจนและอีลาสตินลดลงได้อีกด้วย ทำให้เกิดปัญหาผิวมากมายตามมา รวมถึงหน้าเหี่ยวย่น
  • ผิวแห้งกร้าน ขาดการบำรุง
    การปล่อยปละละเลยผิว ขาดการบำรุงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ทำให้ผิวเกิดความแห้งกร้าน ในบางรายหน้าลอก ตกสะเก็ด และหน้าเหี่ยวไปในที่สุด
  • ขัดหน้าบ่อย เช็ดหน้าแรง
    การเช็ดหน้าแรงๆ รวมถึงการขัดหรือสครับหน้าบ่อยจนเกินไป สามารถทำให้หน้าเกิดการระคายเคืองขึ้นได้ ทำให้ผิวบางลง เกิดริ้วรอยและทำให้ผิวเหี่ยวย่นได้ก่อนวัยอันควร
  • ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นประจำ
    สำหรับท่านที่ชอบดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่างเช่น ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม เป็นประจำ จะทำให้ร่างกายถูกดูดซึมแร่ธาตุและวิตามินออกจากผิวได้โดยง่าย ส่งผลทำให้ความชุ่มชื้นและความกระชับของผิวลดลง และถ้าหากดื่มเป็นประจำ อาจทำให้หน้าแก่ก่อนวัยโดยไม่รู้ตัว

หน้าเหี่ยวส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง?

ปัญหาหน้าเหี่ยว ส่งผลกระทบโดยตรงในเรื่องความมั่นใจเลยก็ว่าได้ และอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ เนื่องจากอาจจะถูกเข้าใจผิดว่าอายุมาก เพราะสังเกตจากที่หน้าเหี่ยว หย่อนคล้อย มีริ้วรอยนั่นเอง นอกจากนั้น ยังเกี่ยวข้องกับคนที่เชื่อเรื่องโหงวเฮ้ง ทั้งยังส่งผลต่อเรื่องบุคลิกภาพ เนื่องจากหน้าดูเหี่ยว ไม่สดใส  ดูไม่น่าเชื่อถือ

ผู้หญิงหรือผู้ชายหน้าเหี่ยวได้ง่ายกว่ากัน?

ถ้าเทียบกันแล้ว ผู้หญิงมีโอกาสหน้าเหี่ยวและดูแก่ก่อนวัยได้เร็วกว่าผู้ชาย เพราะว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ชายจะมีผิวมันมากกว่าผู้หญิง ทำให้หน้าชุ่มชื้น มีน้ำหล่อเลี้ยงผิว และนอกจากนั้นผู้หญิงยังมีปริมาณคอลลาเจนที่ใบหน้าน้อยกว่าผู้ชาย แต่มีไขมันที่บริเวณแก้มมากกว่า ดังนั้นเมื่ออายุมากขึ้น จึงทำให้สังเกตเห็นความหย่อนคล้อยได้มากกว่านั่นเอง

หน้าเหี่ยวแก้ได้อย่างไรบ้าง?

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้เจริญรุดหน้าไปอย่างมาก ทำให้มีนวัตกรรมใหม่ๆออกมาเพื่อแก้ปัญหาผิวหน้า รวมถึงช่วยยกกระชับหน้าเหี่ยวย่นให้กลับมาเต่งตึงได้ ดูอ่อนวัยขึ้น และสามารถทำได้ในหลากหลายวิธีการ ดังต่อไปนี้

  • การทำเลเซอร์ (Laser Skin)ลดหน้าเหี่ยว
    การทำเลเซอร์เพื่อลดริ้วรอย ช่วยกู้หน้าเหี่ยว เป็นการใช้พลังงานเลเซอร์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ โดยใช้เลเซอร์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (CO2 Laser) หรือเลเซอร์เออร์เบียม (Erbium: YAG laser) โดยยิงเลเซอร์ไปยังบริเวณของผิวที่มีความผิดปกติและต้องการแก้ไข โดยการลอกผิวออกทีละชั้น ซึ่งการรักษาหน้าเหี่ยวด้วยวิธีนี้ ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้ง ราคาค่อนข้างสูง และจะต้องทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เนื่องจากอาจจะเกิดรอยไหม้ในบริเวณของเนื้อเยื้อที่ถูกยิงด้วยแสงเลเซอร์ ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะมีผลข้างเคียงคือมีรอยบวม รอยช้ำ รอยแดง เป็นปกติ จะต้องมีการพักหน้าในระยะเวลาที่ค่อนข้างยาว และหลังทำเลเซอร์ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดด และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • การฉีดโบท็อกแก้หน้าเหี่ยว
    การฉีดโบท็อก(Botulinum Toxin Type A) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมกันมายาวนานต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่าย ไม่ต้องพักฟื้นนาน ราคาไม่แพงมาก เห็นผลชัดเจนในเวลาสั้นๆ ในปัจจุบันมักฉีดโบท็อกเพื่อป้องกันหน้าเหี่ยวก่อนวัยอันควร ตามจุดต่างๆบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นใต้ตา หางตา รอยขมวดคิ้ว หน้าผาก ร่องแก้ม ซึ่งการทำงานของโบท็อกคือเมื่อฉีดแล้วจะออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อโดยตรง ช่วยให้กล้ามเนื้อมีการคลายตัว ทำให้มีการดึงรั้งของกล้ามเนื้อ เมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือขยับหน้า จะไม่ทำให้เกิดรอยพับ รอยย่น พวกรอยเหี่ยวย่นของผิวจึงดูตื้นขึ้น และริ้วรอยต่างๆก็จะค่อยๆหายไปในที่สุด การฉีดโบท็อกรักษาหน้าเหี่ยว สามารถเห็นผลได้เร็วภายใน 5-7 วันหลังทำ เห็นผลเต็มที่ประมาณ 14 วัน และด้วยเหตุที่กล้ามเนื้อบนใบหน้าทำงานน้อยลง จึงสามารถป้องกันการก่อตัวของริ้วรอยใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้ด้วย แต่การฉีดโบท็อกซ์ก็มีข้อจำกัดคือ ไม่สามารถมีผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องยาวนานได้ จะคงอยู่เพียง 3-4 เดือนเท่านั้น แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับปริมาณและยี่ห้อโบ    ท็อกที่ฉีด ตำแหน่งที่ฉีด ความลึกของริ้วรอยเหี่ยวย่น และลักษณะของกล้ามเนื้อของแต่ละคนก็แตกต่างกัน ทำให้ผลลัพธ์และการคงอยู่ของโบท็อกซ์ต่างกันด้วย
  • ฉีดฟิลเลอร์
    ไม่เพียงการฉีดโบท็อกเท่านั้นที่ได้รับความนิยม การนำสารเติมเต็มอย่างฟิลเลอร์มาฉีดรักษาหน้าเหี่ยว ให้กลับมาดูเด็กและสดใสขึ้น ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยนิยมใช้ฟิลเลอร์ประเภทHyaluronic acid หรือ HA เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง ทั้งยังช่วยเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไปในชั้นผิวหนังได้ดี รวมถึงในส่วนของผิวหนังที่เป็นร่องลึก มีรอยเหี่ยวย่น ทำให้หน้าดูมีอายุ ฟิลเลอร์ก็สามารถตอบโจทย์ได้ดี ทำให้ผิวกลับมาดูเด้งใส เรียบเนียน และดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติได้อีกด้วย ซึ่งข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์คือ เห็นผลลัพธ์ได้ทันที ฉีดเสร็จสามารถกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยไม่ต้องพักฟื้น ทั้งยังสามารถยกกระชับและปรับโครงสร้างของผิวหน้าได้ในเวลาสั้นๆ แต่จะต้องไปเติมอยู่บ่อยๆ เพราะฟิลเลอร์จะอยู่ได้นานประมาณ 6-18 เดือน โดยขึ้นอยู่กับยี่ห้อที่เลือกใช้และลักษณะของผิวบริเวณที่ฉีด อย่าง mesofiller® ฟิลเลอร์ประเภท HA ที่มาพร้อมกับนวัตกรรม densimatrix technologyทำให้ได้โครงสร้างแบบ cross-linked hyaluronic acid 100% (non-free ha) ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาในจุดบกพร่องของผิวหน้าได้อย่างมั่นใจ ในความปลอดภัย การันตีด้วยผลลัพธ์และคุณภาพตามมาตรฐานการผลิต ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยตีนกา, ริ้วรอยรอบดวงตา, ร่องน้ำหมาก, ริ้วรอยร่องลึก รวมถึงหน้าเหี่ยวย่น  ผิวหย่อนคล้อยและผิวตอบ (loss of volume) ถุงใต้ตาและรอยคล้ำใต้ตา ที่ทำให้ดูมีอายุ ดูแก่ก่อนวัย เป็นฟิลเลอร์ที่จะช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับใครที่อยากจะดูเด็กและผิวดีขึ้น
  • ยกกระชับผิวด้วย HIFU
    HIFU เป็นการใช้คลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์โดยแพทย์ ที่จะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เพื่อเผยผิวให้ดูกระชับ เต่งตึง สดใส มีชีวิตชีวามากขึ้น ทั้งใบหน้า เหนียง คอ เป็นต้น ทั้งยังช่วยป้องกันหน้าเหี่ยวย่นได้ เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่นิยมทำกัน เพราะสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้เข็มฉีด ไม่ต้องพักฟื้น หลังจากที่ทำHIFU จะเห็นผลว่าผิวกระชับขึ้นประมาณ 20% และจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนใน 3-4 เดือน และถ้าหากต้องการเพิ่มความกระชับให้กับผิวมากขึ้นอีก ก็ทำให้HIFU ได้อีกทุกๆ 3 เดือน ข้อควรระวังในการทำHIFU นอกเหนือจากการทำกับแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญแล้ว เครื่องทำ HIFU ก็มีส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย กล่าวคือ ถ้าใช้เครื่องทำ HIFU ที่มีคุณภาพดี ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และให้ผลลัพธ์ที่ดี อยู่ได้นาน ในทางกลับกัน หากใช้เครื่องคุณภาพไม่ดี ก็จะส่งผลต่อการปล่อยพลังงานความร้อนที่ไม่สม่ำเสมอ ก็จะทำให้เห็นผลได้ไม่เต็มที่
  • ร้อยไหม ยกกระชับผิวเหี่ยว ผิวหย่อนคล้อย
    การร้อยไหม เป็นการใช้เข็มเป็นตัวกลางที่จะนำเส้นไหมละลายแบบที่มีเงี่ยง หรือที่เรียกว่าไหมก้างปลา เพื่อที่จะสอดลงไปในชั้นผิว โดยมีจุดที่ดึงและยึด เพื่อยกกระชับในจุดที่มีความหย่อนคล้อย เพื่อแก้ปัญหาแก้มหย่อน หน้าเหี่ยว ริ้วรอยต่างๆให้ดีขึ้น สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังทำ มีข้อดีคือช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึง ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิว ทำให้ผิวมีความแข็งแรง อิ่มฟูมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี จะต้องทำหัตถการนี้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากว่าการร้อยไหมจะต้องทำการประเมินผิวหน้าก่อนทำ ต้องอาศัยเทคนิคและประสบการณ์ของแพทย์ในการทำร่วมด้วย
  • ฉีดเมโสให้ผิวเปล่งปลั่งสุขภาพดี
    การฉีดเมโส เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและเพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้แก่ผิว ทำให้หน้าไม่เหี่ยว ไม่หย่อนคล้อย สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นๆได้ ช่วยให้ผิวดูฟูขึ้น รูขุมขนกระชับมากขึ้น ทั้งยังชะลอการเกิดเริ้วรอยก่อนวัยได้ด้วย
  • ผ่าตัดดึงหน้า
    การผ่าตัดดึงหน้า เป็นวิธีการที่เหมาะกับคนที่มีอายุ หรือคนที่หน้าเหี่ยวมากๆและไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการอื่นได้แล้ว  ซึ่งแพทย์เฉพาะทางจะทำการกำจัดไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ชั้นผิวหนังออก จากนั้นจึงค่อยๆดึงกล้ามเนื้อให้ยกกระชับขึ้น เป็นการทำศัลยกรรมตกแต่งที่ไม่เพียงช่วยให้หน้าดูตึงขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยลดริ้วรอย ทำให้หน้าเรียบเนียน ไม่เหี่ยว เป็นวิธีแก้ปัญหาที่จะต้องมีการพักฟื้นที่ยาวนาน มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อ  ดังนั้นต้องเลือกทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น ที่สำคัญมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง  และสิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจคือ การผ่าตัดดึงหน้าเพียงครั้งเดียว ไม่ได้ช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ตลอดไป เนื่องจากวัยที่เพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลา เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะต้องกลับมาผ่าตัดดึงหน้าใหม่อีกครั้ง เพื่อรั้งอายุให้ดูเด็กลง
  • Thermage ยกกระชับผิว
    Thermage เป็นการใช้นวัตกรรมในการปล่อยพลังงานความร้อนคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) เป็นแบบขั้วเดียวที่เจาะจงตำเเหน่งความถี่สูง  ยิงลงไปในชั้นผิวหนังให้ลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ (dermis) ซึ่งอยู่ในชั้นผิวระดับลึก รวมถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) ช่วยยกกระชับผิวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ช่วยแก้ปัญหาหน้าเหี่ยว ลดริ้วรอย ทำให้หน้าเนียนมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถทำได้ทั้งใบหน้า รอบดวงตา ลำคอ ต้นแขน หลังมือ หน้าท้อง และสะโพก จะเห็นผลชัดเจนเต็มที่ 2-3 เดือน
  • Ulthera  แก้ปัญหาผิวเหี่ยวย่น
    Ulthera หรือที่เรียกว่า Ultherapy เป็นการใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูง ที่มีความเฉพาะเจาะลง (Focused Ultrasound) ยิงลงไปใต้ชั้นผิวเพื่อให้ผิวเกิดการยกกระชับขึ้น แม้จะมีลักษณะที่คล้ายกับการทำ HIFU แต่มีความแตกต่างกันที่หัวของเครื่องมือที่ปล่อยพลังงาน โดย HIFU มีขนาด 1 mm. ลักษณะเป็นจุดไข่ปลาเล็ก ๆ เรียงกันเป็นเส้นตรงใต้ผิว ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยหรือริ้วรอยต่างๆบนผิวหน้าอย่างได้ผล ในขณะที่ Ulthera จะใช้หัวของเครื่องมือที่มีถึง 3 ระดับ ปรับเปลี่ยนได้ตามจุดต่างๆของผิว โดยมีหัว 5 mm / หัว 3.0 mm / หัว 4.5 mm สามารถแก้ปัญหาได้ครอบคลุมทุกชั้นผิว
  • ใช้ครีมหรือเซรั่มลดริ้วรอย ให้หน้าตึงกระชับ
    การทางครีมหรือเซรั่มให้เหมาะกับสภาพผิว เป็นวิธีการขั้นพื้นฐาน ที่อาจจะเห็นผลช้าแต่ถ้าทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะการทาครีม/เซรั่ม เป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ชั้นผิว ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งกร้าน ซึ่งครีมหรือเซรั่มส่วนใหญ่จะช่วยชะลอความหย่อนคล้อยหรือการเกิดริ้วรอย ป้องกันไม่ให้ผิวเหี่ยวหรือแก่ลง อย่าง HA densimatrix by mesoestetic เป็นไฮยาลูโรนิกเข้มข้น ที่มีโครงสร้างเมเลกุลที่หลากหลาย โดยการผสานพลังของกรดไฮยาลูโรนิก ทั้ง 4 ชนิดของเซรั่มคือ Cross linked HA ที่พร้อมให้ความชุ่มชื้นทันที และทำให้ผิวชุ่มชื้นได้ยาวนานมากขึ้น , Mean molecular weight ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวได้ในระดับลึกมากขึ้น ,high molecular weight ทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวช่วยส่งเสริมและป้องกันไม่ให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น และ low  molecular weight  ที่ช่วยส่งเสริมการสร้างไฮยาลูโรนิก ตามธรรมชาติในชั้นผิวส่วนลึกได้ ทั้งยังมี Anti -hyaluronidase complex  ที่ช่วยยับยั้งเอนไซม์  hyaluronidase ที่ทำลายโมเลกุลของ hyaluronic acid ในผิว ทำให้ผิวได้รับการบำรุงอย่างเต็มที่ ช่วยลดเลือนริ้วรอย ต้านหน้าแก่ หน้าเหี่ยวย่นได้อย่างตอบโจทย์มากทีเดียว นอกจากมีส่วนประกอบสำคัญอย่าง hyaluronic acid แล้ว ยังมีส่วนผสมเกรดพรีเมี่ยมอย่าง Mashmallow root extract ซึ่งเป็นสารสกัดจากรากต้นมารช์ แมลโลว์ ที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการคงอยู่ของกรดไฮยาลูโรนิกให้ยาวนานมากขึ้น รวมถึง Malachite extract ซึ่งเป็นสารสกัดจากหินมาลาไคต์ ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ช่วยปกป้องการคงอยู่ของ คอลลาเจน และอีลาสตินตามธรรมชาติของผิว ทำให้ริ้วรอยดูจางลงและผิวดูอ่อนเยาว์มากขึ้น
  • นวดหน้าให้หน้าเด็ก
    การนวดหน้า เป็นหนึ่งในวิธีการที่ช่วยเพิ่มความกระชับให้กับผิว ทั้งยังช่วยลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี วิธีการคือให้ใช้ปลายนิ้วและฝ่ามือรีดผิวจากด้านล่างขึ้นด้านบน ส่วนบริเวณหน้าผากให้ใช้มือ รีดจากช่วงเหนือคิ้วไปจนถึงไรผม ให้นวดอย่างเบามือ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดริ้วรอยขึ้นได้ และต้องทำหลังทาครีม ทำอย่างต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้น
  • รับประทานคอลลาเจน
    สาเหตุหลักของอาการหน้าเหี่ยวหรือหน้าแก่ ส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ผิวของคนสูญเสียคอลลาเจน ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ทำให้ผิวดูเต่งตึง สดใส ทั้งยังช่วยให้โครงสร้างของผิวแข็งแรงขึ้น ดังนั้น การรับประทานคอลลาเจนเพื่อช่วยเสริมหัตถการต่างๆจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะหมายถึงการบำรุงและดูแลตัวเองจากภายใน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ที่ร่างกายผลิตคอลลาเจนได้ในปริมาณที่น้อยลง และให้ทานควบคู่กัน ทั้งคอลลาเจนที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ประเภทปลาทะเล ผักผลไม้สีแดง-ส้ม และผักใบเขียว รวมถึงคอลลาเจนรูปแบบของอาหารเสริม ควรเลือกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน ควรทานตอนท้องว่าง ถ้าทานร่วมกับวิตามินซีก็จะช่วยให้การดูดซึมดีขึ้น ไม่ควรทานเกิน 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน และให้ดื่มน้ำตามมากๆ
  • การทำทรีตเม้นท์ผิวแบบ Chanel Injection
    การทำทรีตเมนต์ผิวแบบ Chanel Injection เป็นการช่วยกระตุ้นและสร้างเซลล์ผิวใหม่ โดยการฉีดสารสกัดที่ประกอบด้วย Hyaluronic Acid วิตามิน กรดอะมิโน และแร่ธาตุลงสู่ผิว ทำให้ผิวมีความแข็งแรง กระชับ ช่วยลดริ้วรอย ต้านหน้าเหี่ยว กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเกาหลี จะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนหลังฉีดประมาณ 2 สัปดาห์ ควรฉีดทุกๆ 2 – 3 สัปดาห์ต่อครั้ง

 

วิธีนวดผิวต้านหน้าเหี่ยวด้วยตนเอง
หน้าเหี่ยว คือความหย่อนคล้อยของผิวตามจุดต่างๆบนใบหน้า ซึ่งการนวดผิวตามจุดต่างๆ เป็นการกระตุ้นเซลล์ผิว รวมถึงกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือดใต้ผิวให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งท่านสามารถทำเองได้ง่ายๆที่บ้าน ดังนี้

  • นวดผิวที่มีริ้วรอย
    ให้ใช้ไข่ขาวนวดให้ทั่วหน้า ทิ้งเอาไว้ให้แห้ง จากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่น คุณก็จะสัมผัสถึงความกระชับเต่งตึงขึ้นได้ทันที
  • นวดแก้ปัญหาคางสองชั้น
    ให้ใช้ปลายนิ้วกดลงเบาๆบนผิวจากบริเวณคางเรื่อยไปยังแก้ม จากนั้นให้นวดด้วยปลายนิ้วให้ทั่วหน้า และให้หยิกผิวเบาๆ หลังจากนั้น ให้ค่อยๆตบผิวเบาๆจากคางไล่มาจนถึงปลายหู
  • นวดแก้ปัญหารอยลึกที่มุมปาก
    ให้ใช้นิ้วมือนวดเบาๆ ค่อยๆลูบขึ้นไปจากรอยลึกระหว่างจมูกและมุมปาก จากนั้นให้ผ่านมุมปากไปสิ้นสุดที่สองข้างจมูก นวดแล้วลูบจากล่างขึ้นไปบน
  • นวดแก้ปัญหาหน้าผากย่น
    ให้นวดเบาๆจากบนคิ้วขึ้นไปหาเนินผม จากนั้นให้ค่อยๆนวดคลึงตามรอยย่น โดยใช้วิธีกดลงมาเรื่อยๆจากกลางหน้าผากออกไปหาขมับ
  • นวดแก้ปัญหาเปลือกตาบวม
    ให้ใช้นิ้วชี้แต่ละข้างวางลงบนหัวตาใต้คิ้ว จากนั้นค่อยๆ เลื่อนปลายนิ้วชี้ผ่านไปเบาๆ โดยให้ปรือตาลงเล็กน้อย
  • นวดแก้ปัญหาถุงใต้ตา
    ให้กดปลายนิ้วลงบนถุงใต้ตาเบาๆจากหัวตาไปหาขมับทั้งสองข้าง ทำประมาณ 10-15 ต่อครั้ง
  • นวดแก้ปัญหาตีนกา
    ให้ใช้ปลายนิ้วชี้คลึงเบาๆวนรอบหางตาที่มีรอยตีนกาปรากฏประมาณ15-20 วินาที ทำซ้ำให้ครบ 3 รอบ

ผิวเหี่ยว..ดูแลอย่างไร?

ผิวเหี่ยว เป็นผิวที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และต้องการการบำรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผิวกลับมาสดใส ดูอ่อนกว่าวัยและมีความกระชับ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาหน้าเหี่ยวโดยเฉพาะ
    เพื่อการดูแลที่ตรงจุด ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพที่ช่วยเรื่องหน้าเหี่ยว ผิวหย่อนคล้อยโดยเฉพาะ เช่นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์หรือกรดไฮยาลูโรนิก ที่มีสารช่วยต้านผิวเหี่ยว ที่จะทำให้ผิวเต่งตึงขึ้น และที่สำคัญต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานการผลิต ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่าใช้แล้วเห็นผลจริงและมีความปลอดภัย อย่าง proteoglycans ampoule – Nourishing with barrier strengthening power by mesoestetic  ซึ่งเป็นเซรั่มฟื้นบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ที่พร้อมมอบความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง ผิวเนียนนุ่ม มีความยืดหยุ่น สามารถใช้ทาได้ทุกวัน บำรุงได้ทั่วใบหน้า รอบดวงตาและริมฝีปาก ใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน เหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวที่มีอายุ ทั้งยังสามารถใช้หลังการผลัดเซลล์ผิวจากการทำเลเซอร์ หรือหลังออกแดดเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้ด้วย
  • ทานวิตามินบำรุงผิว
    ผิวเหี่ยว ต้องการการบำรุงในขั้นที่ลึกกว่า ทั้งภายในและภายนอก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิว โดยให้เลือกใช้สารที่ช่วยต้านออกซิแดนซ์ที่มีส่วนช่วยลดและต้านอนุมูลอิสระ เช่นวิตามินอี วิตามินซี วิตามินเอ คอลลาเจน และโคเอนไซน์คิว อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการปรนนิบัติผิวจากภายใน
  • ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
    แสงแดดคืออีกหนึ่งตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดผิวเหี่ยวได้ง่าย ดังนั้น ไม่ว่าจะออกนอกบ้านที่ต้องสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงหรือการอยู่ในบ้าน ก็จำเป็นที่จะต้องทาครีมกันแดดปกป้องผิว และควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปทาบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้าและลำคอ เลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดโดยตรง ถ้าจำเป็นให้กางร่ม ใส่หมวก ใส่เสื้อคลุมก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง
  • เลือกใช้เครื่องสำอางที่ผสมสารบำรุงผิว
    สำหรับสาวๆที่ต้องแต่งหน้าออกนอกบ้านอยู่เป็นประจำ ควรใช้เครื่องสำอางต่างๆเหล่านั้น ควบคู่ไปกับการดูแลผิวด้วย โดยให้เลือกซื้อรองพื้น ไพรเมอร์ เบส และแป้งที่มีสารบำรุงช่วยต่อต้านการเกิดริ้วรอย ก็จะช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้น หมดกังวลเรื่องผิวเหี่ยวและริ้วรอยได้อีกหนึ่งทาง
  • รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบำรุงผิว
    การรับประทานอาหาร เป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อสภาพผิว ดังนั้นในแต่ละวัน ให้เลือกรับประทานผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี รวมถึงอาหารจำพวกนมและธัญพืชเพิ่มมากขึ้น ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการพักผ่อนอย่างเพียงพออีกด้วย
  • ฝีกทำโยคะหน้า
    เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำได้ง่ายๆ ทำได้เองที่บ้าน เพียงแค่อ้าปากแล้วออกเสียง “อะ อิ อุ เอะ โอะ” แล้วค้างไว้ท่าละ 5 วินาที ให้ทำทุกวัน วิธีการโยคะหน้าแบบนี้จะช่วยยกกระชับแก้มย้อย ลดหน้าเหี่ยวได้ดีมากเลยทีเดียว

 

ป้องกันอย่างไรไม่ให้หน้าเหี่ยว

สำหรับใครที่ไม่อยากหน้าเหี่ยวหรือหน้าดูแก่อนวัย สามารถป้องกันได้แต่เนิ่นๆ ด้วยวิธีการต่อไปนี้

  • ทาครีมกันแดดต้านหน้าเหี่ยว
    ครีมกันแดดคือหัวใจหลักในการปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำร้ายจากรังสียูวี ที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำลายผิวอย่างร้ายกาจ ทั้งยังสามารถเข้าไปทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวให้เสื่อมลงได้ด้วย โดยให้เลือกทาครีมกันแดดที่มีค่าการปกป้องสูง และทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงการออกไปสัมผัสกับแสงแดดในช่วง 00-16.00 น. เนื่องจากปริมาณความเข้มข้นของรังสียูวีจะมีมากในช่วงเวลาดังกล่าว หรือถ้าหากจำเป็นก็ให้สวมเสื้อคลุม ใส่หมวกหรือกางร่ม เป็นต้น เพื่อช่วยลดการสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง
  • ล้างหน้าให้สะอาด
    ก่อนล้างหน้าด้วยโฟม เจล ให้ล้างเครื่องสำอางออกให้หมดก่อน แล้วจึงล้างหน้าเป็นลำดับต่อไป โดยให้เลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิว ไม่มีสารอันตรายที่ทำร้ายผิว เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยน ไม่ทำให้ผิวระคายเคือง และไม่ทำให้ผิวหน้าแห้งตึงจนเกินไป
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
    การนอนหลับพักผ่อน เป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มฟื้นฟูตัวเอง และการนอนหลับอย่างเต็มที่ ทำให้เซลล์ผิวได้รับการฟื้นฟูได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและช่วยให้โกรทฮอร์โมนสามารถทำงานได้ดี